หน้าแรก เศรษฐกิจ กสทช.จัดสัมมน...

กสทช.จัดสัมมนาใหญ่ปี’67 เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อทุกคน ชูตัวแบบ 10 นิ้ว รองรับสังคมสูงวัย

2.12.24 | 16:58 น.

กสทช. จัดสัมมนาใหญ่ปี’67 เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อทุกคน ชูตัวแบบ 10 นิ้ว รองรับสังคมสูงวัย พัฒนา 4 แพลตฟอร์ม เพื่อเป็นสื่อกลางคนพิการ ‘ดีป้า’ ยกเคสเทศบาลนครศรีธรรมราช ต้นแบบเมืองอัจฉริยะ รางวัลระดับโลก แก้ปัญหาได้ 2.78 หมื่นเรื่อง ใน 2 ปี

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จัดงานสัมมนาวิชาการ กสทช. ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด Sprinting into the Digital Future โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการ โทรคมนาคม และกิจการดาวเทียมสื่อสารให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวเปิดงานสัมมนา ว่า Sprinting into the Digital Future เป็นเรื่องที่ท้าทาย ดังนั้น ต้องใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น กสทช.ต้องคิดนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาประยุกต์ใช้กับ กสทช.ต้องศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องเพื่อนำความรู้ใหม่ๆทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช. เปิดเผยในหัวข้อ “ตัวแบบ 10 นิ้ว เพื่อการออกแบบสำหรับทุกคน : สู่สังคมที่ ครอบคลุมทุกคน” (10 Fingers Model for Inclusive Design : Towards Accessible Communities for All) ว่าในยุคที่สังคมมีความหลากหลายและกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การออกแบบสำหรับทุกคน ได้กลายเป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาสังคมที่เท่าเทียมและเข้าถึงได้ โดยโมเดล 10 นิ้ว นำเสนอกรอบแนวคิดที่ครอบคลุมผ่านการใช้นิ้วมือทั้งสิบเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ

Advertisement

นายต่อพงศ์กล่าวว่า โมเดลแบ่งการออกแบบเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และส่วนเทคโนโลยีและมนุษย์ ผลการศึกษาพบว่าการออกแบบตามแนวคิดนี้ส่งผลกระทบเชิงบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ พิการ อีกทั้งยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการขยายฐานผู้ใช้งานที่หลากหลาย

นายต่อพงศ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสังคมสูงวัยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13-14 ล้านคน ล่าสุดจำนวนตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่ม 20% ของประชากร ส่วนวัยแรงงาน 60% และวัยเด็กอยู่ที่ 20% จำนวนผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นส่งผลต่อการใช้สอยที่ปรับตัวลดลง ดังนั้น ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับมากขึ้น ขณะนี้ตัวเลขคนพิการที่จดทะเบียนอยู่ที่ 2.2 ล้านคน ขณะที่สำนักงานสถิติสำรวจคนพิการทุก 5 ปี ในปี 2560 อยู่ที่ 3.6-3.7 ล้านคน และ ปี 2565 อยู่ที่ 4.1-4.2 ล้านคน ที่จำนวนคนพิการเพิ่มขึ้น 5 แสนคน

“การนำโมเดล 10 นิ้วมาประยุกต์ใช้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยสู่การเป็นสังคม ที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเตรียมความ พร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” นายต่อพงศ์กล่าว

ขณะที่ น.ส.อนันต์ลดา โชติมงคล นักวิจัยประจำทีมวิจัยเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวก กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกล่าวใน หัวข้อ “เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนทุกกลุ่ม” (Digital Technology for Accessible Information and Communications) ว่าในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมสำคัญเพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลและสร้างความเท่าเทียม โดยพัฒนาระบบบริการดิจิทัลที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงอายุ

น.ส.อนันต์ลดากล่าวว่า ซึ่งประกอบด้วยระบบสำคัญ 4 ด้าน ระบบแรก คือบริการถ่ายทอดการสื่อสาร (Telecommunication Relay Service) ที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินและการพูดสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยติดตั้งตู้ TTRS จำนวน 180 ตู้ ในที่สาธารณะทั่วประเทศ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ระบบที่สอง คือบริการ คำบรรยายแทนเสียงแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงข้อมูลในการประชุมและรายการโทรทัศน์ได้อย่างทั่วถึง ระบบที่สาม คือแพลตฟอร์มสื่ออ่านง่าย ที่ช่วยให้ผู้มีความบกพร่องทางการรับรู้และ ผู้สูงอายุสามารถเข้าใจข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น และระบบสุดท้าย คือระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบการเข้าถึงบริการดิจิทัล ที่ช่วยให้การพัฒนาบริการดิจิทัลต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานการเข้าถึงสำหรับคนพิการ

นายนน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวในหัวข้อ การสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตสำหรับทุกคน (Building Smarter Cities: The Blueprint for Inclusive Urban Futures) ว่า สำหรับ”เมืองอัจฉริยะ” หรือ “สมาร์ตซิตี้” นั้นเกิดขึ้นได้ จากการที่มีเงินลงทุนและ หลายคนมักจะนึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น เอไอ 5 จี หรือ Internet of Things (IoT) ซึ่งหลายๆคนเข้าใจผิดว่า เงินและเทคโนโลยีล้ำสมัย จะช่วยให้เกิดเมืองอัจฉริยะได้จริง

นายนนกล่าวว่า อย่างไรก็ดี สิ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปคือเทคโนโลยีเหล่านี้ตอบโจทย์ใคร ที่ผ่านมามีหลากหลายโครงการในหลายประเทศ ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ยังล้มเหลว เพราะประชาชนไม่สนใจ เกิดเป็นโครงการที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีใครใช้งาน หรือสร้างภาระ และทำให้ประชาชนรู้สึกถูกละลาบละล้วงข้อมูลส่วนบุคคล ที่ผ่านมาการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขาดการออกแบบที่ใช้ความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เกิดการตัดสินใจจากบนลงล่าง โดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมของประชาชน

“ตัวอย่างเช่น เมืองสมาร์ทของประเทศอินเดีย ที่รับาลอินเดียเอาสัญญาณ 5G และ IoT มาลงในเมืองหลายเมือง แต่เอาเข้าจริงแล้ว คนที่อยู่ในเองไม่มีโอกาสได้ใช้งาน เพราะพวกเขาไม่มีเครื่องมือที่จะเข้าถึง หมายความว่า ต่อให้รัฐบาลลงทุนเครื่องมือไปหลายร้อย พันล้าน แต่คนในเมืองไม่มีศักยภาพที่จะใช้ สุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่ลงทุนไปไม่เกิดประโยชน์กับใคร หรือกรณีสิงคโปร์ ที่มีไอเดียเรื่องจุดจอดจักรยานในเมืองเพื่อให้คนใช้เดินทางในระยะ 1 กม.ใกล้บ้านแทนรถยนต์ส่วนตัว แต่สิ่งที่ลืมไปคือเรื่องอากาศร้อน และคนในสิงโปร์ก็ทำงานบริษัท ออฟฟิศ ใส่สูท ไม่ได้เหมาะกับการปั่นจักรยาน สุดท้ายชาวบ้านก็ไม่สนใจโครงการ แถมจุดจอด แลจักรยานยังเป็นสิ่งที่เกะกะสำหรับประชาชนอีกบางกลุ่มอีก” นายนนกล่าว

นายนนกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่ดี ของเมืองอัจฉริยะ ก็มีอยู่ไม่ไกล คือ เทศบาลนครศรีธรรมราช ซึ่ง ได้รับรางวัล สมาร์ทซิตี เอ็กซ์โป 2023 (World Smart City Expo 2023 (WSCE2023)) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองโกยาง สาธารณรัฐเกาหลี ด้วยการการนำเทคโนโลยี @nakhoncity เข้ามาบริหารจัดการเมือง การบริการเทศกาล รับแจ้งปัญหาต่างๆ อาทิ ปัญหาขยะ ปัญหาทางน้ำ รถติด ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน

นายนนกล่าวว่า ซึ่งในระยะเวลา 2 สามารถแก้ไขได้ 2.78 หมื่นเรื่อง โดยที่เจ้าหน้าที่เทศบาลสามารถช่วยแก้ไขได้ในไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อ 1 กรณีหลังจากรับเรื่องแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดตาม เข้าสู่ระบบ 8.5 หมื่นคน หรือคิดเป็น 85% จากทั้งหมดราวแสนคน อย่างไรก็ดี กว่าจะเป็น เทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ก็มีการพัฒนาระบบมาแล้ว 5 เวอร์ชั่น จนเป็นปัจจุบัน คือ @nakhoncity ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ทำหน้าตาคล้ายกูเกิล ฟอร์ม ในช่วงทดลองก่อน

นายนนกล่าวต่อว่า จากตัวอย่างข้างต้นทำให้เห็นว่าเมืองอัจฉริยะจะเกิดขึ้นได้มาจากสามส่วน คือ 1.การร่วมมือกับภาคประชาชน ผู้ที่เป็นคนใช้งานจริง 2.การทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน (People -Public-Private-Partnership : 4P) และ 3.การขับเดลื่อนด้วยข้อมูล

“การสร้างเมืองอัจฉริยะไม่ควรเริ่มจากการทุ่มงบประมาณไปกับโครงการใหญ่ แต่ควรเริ่มจากพื้นที่ทดลองเล็กๆ เพื่อทดสอบและปรับปรุงตามความต้องการของคนในชุมชน แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่าเมืองอัจฉริยะไม่จำเป็นต้องเริ่มต้น ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการฟังและการออกแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน” นายนนกล่าว