เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ออกมาแถลงข่าวถึงกรณีรัฐบาลจะเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อดำเนินแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ระยะเวลา 5 ปี (ปี 2560-2564) เป็นการปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานรัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน และการบริหารจัดการภาครัฐรูปแบบใหม่ๆ อาจกล่าวได้ว่าเป็นมิติใหม่ในการบริหารจัดการภาครัฐไทย มักจะมีภาพลักษณ์ล้าหลังเชื่องช้าในสายตาประชาชน หากสามารถทำได้จริง
เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ระยะเวลา 5 ปี ที่ได้มีการประกาศออกมาจากทางรัฐบาลในครั้งนี้ จะครอบคลุมทั้งสิ้น 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2.การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ 3.การยกระดับความมั่นคงและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน 4.การยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ และ 5.การบูรณาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลดิจิทัล
ทั้งนี้ จะมีมาตรการการพัฒนาขีดความสามารถเชิงดิจิทัล รวมทั้งสิ้น 26 ขีดความสามารถ อาทิ ด้านการศึกษา สาธารณสุข สาธารณูปโภค คมนาคม การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารสินทรัพย์ ทรัพยากรมนุษย์และการจ่ายเงินเดือน การเงินและการใช้จ่าย ด้านโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งในจำนวนดังกล่าวยังมีโครงการรองรับยุทธศาสตร์ จำนวนทั้งสิ้น 81 โครงการ เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลฯให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง จำนวนทั้งสิ้น 20 กระทรวง
ส่วนภาพที่ออกมาภายใต้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ตามที่รัฐบาลคาดหวังเป็นอย่างไรนั้น นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลระยะ 5 ปี 2560-2564 มีขึ้นเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายการบริหารจัดการฐานข้อมูลกลางภาครัฐรวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากการพัฒนาด้านดิจิทัลนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในส่วนราชการที่ต้องให้บริการประชาชน และการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นการสร้างความโปร่งใสในระบบ ส่งเสริมการทำงานของรัฐบาลหลายด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ สามารถอำนวยความสะดวกด้วยระบบดิจิทัล ทำให้ระดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่วนด้านสังคม เช่น การพัฒนาเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การประกันสังคม ระบบการชำระเงิน โดยทั้งหมดนี้รัฐบาลได้วางโรดแมปไว้อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้สำคัญที่สุดคือจากนี้หน่วยงานรัฐจะให้ความร่วมมือกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกล่าวว่า สำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างที่เมื่อไม่นานมากนี้ ได้เริ่มหารือกับ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงการทำโครงการดาต้าบูโร เพื่อตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของประชาชนที่เสียไปกับค่าสาธารณูปโภค อาทิ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลพฤติกรรมทางการเงินของประชาชนในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกนโยบายหรือโครงการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เป็นหนี้ครัวเรือนจำนวนมากๆ
นายพิเชฐกล่าวว่า ไม่เพียงแต่ภาครัฐเท่านั้น แต่จากการประเมินของกระทรวงดีอีในขณะนี้ ก็พบว่าประชาชนได้เริ่มให้ความร่วมมือกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลกันมากขึ้น สังเกตได้ชัดจากบริการ
พร้อมเพย์ ประชาชนให้ความสนใจในการสมัครใช้งาน จากวัตถุประสงค์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อโอนเงิน หรือรับคืนภาษีจากภาครัฐก็ตาม
นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรืออีจีเอ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัลของประชาชน จะเป็นในลักษณะ แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะ 5 ปี มีหัวใจหลัก คือการนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการภาคประชาชน ในลักษณะการบูรณาการในทุกเทคโนโลยี โดยในมุมของประชาชน ภาพของบริการภาครัฐที่เปลี่ยนไปสู่การเป็นดิจิทัล จะเห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
หลังจากนี้ใน 5 ปี การทำธุรกรรมกับภาครัฐจะยกเลิกการใช้กระดาษทั้งหมด จากนี้จะใช้การอ่านสมาร์ทการ์ดจากบัตรประชาชนเข้ามาแทนที่การใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน รวมทั้งการทำธุรกรรมอื่นๆ หรือการกรอกข้อมูล ก็จะใช้เพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงเพียงใบเดียวยื่นให้เจ้าหน้าใช้ที่อ่านข้อมูลจากสมาร์ทการ์ดโดยบริการดังกล่าว จะเริ่มให้บริการได้ในบางพื้นที่ในหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2560 ก่อนจะขยายไปยังหน่วยงานในสังกัดอื่นๆ และขยายไปครบทุกจุดบริการประชาชนของทางภาครัฐครบทั้งประเทศในปี 2564
ในส่วนการรับสวัสดิการจากภาครัฐ อาทิ การขอคืนภาษี หรือการขอรับเบี้ยต่างๆ หลังจากนี้จะอาศัยการคืนเงินผ่านช่องทางของบริการพร้อมเพย์เป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของประชาชนที่ต้องการจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจ จากเดิมต้องดำเนินการหลายจุดหลายขั้นตอน จะทำให้เกิดความยุ่งยากและเชื่องช้ามาก แต่ตั้งแต่ช่วยปลายปีนี้เป็นต้นไป ก็จะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากภาครัฐจะมีการเปลี่ยนเป็นระบบการให้บริการ โดยจะจัดสถานที่ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทให้เสร็จเรียบร้อยในจุดเดียว หรือวัน สต๊อป เซอร์วิส เป็นต้น
“เราสามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่าแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะเวลา 5 ปี ที่ออกมานี้ คือยุทธศาสตร์ที่จะบังคับให้หน่วยงานภาครัฐนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้งาน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ” นายศักดิ์กล่าวว่า
นายศักดิ์กล่าวว่า สำหรับบทบาทอีจีเอ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงดีอี จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถ 26 เรื่อง ร่วมกับทำแบบบูรณาการกับทุกกระทรวงรวม 81 โครงการ การเข้าไปขับเคลื่อนของอีจีเอ ในแต่ละโครงการจะมีบทบาทต่างกัน ตั้งแต่การเข้าไปช่วยขับเคลื่อน พัฒนาศักยภาพบุคลากร และการเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น
นายศักดิ์กล่าวว่า ในด้านหน่วยงานภาครัฐในขณะนี้เอง เบื้องต้นต่างก็ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงตามยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ รวมทั้งหลายหน่วยงานก็มีความตื่นตัวในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ภารกิจในระยะเร่งด่วนจากนี้ ทางอีจีเอจะเข้าไปพัฒนาบุคลากรภาครัฐในกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อให้มีความพร้อมในการปรับตัวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงดีอี จำนวน 100,000 แสนคน ภายในปีนี้ จากนั้นจะขยายให้ครบทุกกระทรวง ครอบคลุมบุคลากรภาครัฐทั่วประเทศ 2-3 ล้านคน
จากภาพสะท้อนออกมาจากรัฐบาลในครั้งนี้ หากสามารถทำตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลสำเร็จได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน ก็เชื่อได้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และจะลบภาพลักษณ์บริการล้าหลังของภาครัฐไปได้อย่างแท้จริง
แต่จะสามารถทำได้จริงอย่างที่วาดฝันให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ คงต้องติดตาม

