ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นนั่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2025 จะเกิดอะไร!
นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย 2025 ว่าจะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย
ล่าสุด ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและภาคการเงินระดับโลก และนักคิดนักเขียน ระบุถึง 4 ทวิสต์ & ทรัมป์ สำหรับปี 2025 ไว้ว่า
“ในช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับนักวิเคราะห์นักลงทุนจากหลากหลายประเทศ รวมทั้งผู้ทำนโยบายที่เคยรับมือกับทรัมป์ 1.0 แต่ยังไม่ได้มีโอกาสตกตะกอนความคิดจนไม่นานมานี้ จึงอยากจะฝากข้อสังเกต 4 ประการเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐและสงครามการค้าต่างๆ ที่คิดว่าธุรกิจ นักลงทุนและผู้วางนโยบายควรจะเตรียมรับมือในปีหน้า 2568”
•1.คนทำดีล ไม่ใช่ คนทำนโยบาย (Deal maker > policy maker)
ในปีหน้านายโดนัล ทรัมป์ จะเป็นผู้วางนโยบายที่สำคัญและมีผลกระทบต่อทั้งโลกมากที่สุด แต่ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองอเมริกาและอดีตผู้นำประเทศที่เคยเจรจากับเขา ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรัมป์คือนักเจรจา/นักทำดีล ไม่ใช่นักทำนโยบาย ซึ่งแปลว่านโยบายที่ประกาศออกมานั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอ ขึ้นอยู่กับดีลที่เขาอยากได้ และหลายมาตรการก็ทำขึ้นเพื่อเปิดโต๊ะเจรจาสร้างอำนาจต่อรองให้ตนเอง ถ้าอยากจะอ่านเกมให้ขาดต้องช่วยกันเดาว่าเขาต้องการดีลอะไร ไม่ใช่เพียงวิเคราะห์จุดยืนและหลักการของแต่ละนโยบาย แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่านโยบายของทรัมป์จะไม่ดุดัน ตรงกันข้าม นักเจรจาต่อรองย่อมรู้ดีว่าการเจรจาต้องเริ่มจากการออกมาตรการ “ไม้แข็ง” ที่เฟียสมาก่อนเพื่อให้ฝั่งตนเองได้เปรียบและทุบโต๊ะให้คนรีบมาที่โต๊ะเจรจา
ดังนั้น สงครามการค้าปีหน้าน่าจะดุดันเป็นพิเศษ
•2.ทรัมป์ 2.0 อาจไม่เหมือนทรัมป์ 1.0
ผู้ที่ติดตามการเมืองหลายประเทศจะชอบเตือนคล้ายๆ กันว่า อย่าประมาทไปคิดว่าผู้นำในเทอมที่สองจะคล้ายๆ กับเทอมที่หนึ่ง แม้สไตล์จะคล้ายกันแต่บริบทที่แตกต่างเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คนคนเดียวกันเป็นผู้นำที่ต่างกันมากในสองยุค แน่นอนว่าจุดเด่นของทรัมป์คือ การที่คาดเดาได้ยากไม่ว่าจะเป็นยุคไหน แต่สิ่งที่เราพอรู้แล้ววันนี้คืออย่างน้อย : รอบนี้เขามีประสบการณ์การเป็นผู้นำรัฐบาลสหรัฐมาแล้ว หรือรอบนี้เขามีทั้งสภาล่างและบนอยู่ในมือ ทำให้ผลักดันมาตรการต่างๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น หรือนี่จะเป็นเทอมสุดท้ายของเขา โอกาสสุดท้ายที่ “เช็กบิล” และไว้ลายให้โลกจำ
ทั้งหมดนี้ชี้ไปว่าสงครามการค้าอาจจะเข้มข้นกว่ายุคก่อน และมีผลกระทบกับประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง 1 : หากอเมริกาตั้งกำแพงภาษีใส่ทุกประเทศดังที่เคยประกาศไว้ ก็จะโดนกระทบเต็มๆ และทางตรง 2 : หากมีการตั้งกำแพงภาษีปิดช่องทางสินค้าของบริษัทจีนที่มาตั้งโรงงานในไทยเพื่อส่งออกไปอเมริกาด้วย ก็จะทำให้การส่งออกจากประเทศไทยก็จะโดนหางเลขไปด้วย
สำหรับทางอ้อม 1 : หากกำแพงภาษีใส่จีนบีบให้จีนต้องระบายสินค้ามาที่อาเซียนและไทยมากขึ้น จะเกิดสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามามากขึ้น ทางอ้อม 2 : หากจีนตอบโต้กำแพงภาษีด้วยการปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนลง (เคยทำในอดีต) ทำให้เกิดการแข่งขันกับสินค้าไทยในตลาดอื่น และทางอ้อม 3 : ความไม่แน่นอนทางการค้าโลกทำให้ธุรกิจทั่วโลกชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ ฉุดการค้าโลกตั้งแต่ก่อนมาตรการออกมา (ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ พบว่าช่องทางนี้มีอิมแพกต์สูงมากในยุโรปยุคทรัมป์ 1.0)
ทั้งหมดนี้ แปลว่าแรงกระแทกจากสงครามการค้าอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนมาตรการเกิดขึ้นและกระทบการส่งออกไทยได้แม้ไม่ได้โดนตรงๆ
•3.อยากได้ดอลลาร์อ่อน แต่ใช้นโยบายดอลลาร์แข็ง
อีกความย้อนแย้งก็คือ ทรัมป์ชอบพูดว่าอยากได้เงินดอลลาร์ที่อ่อนลงแต่ชุดนโยบายของเขานั้นล้วนนำไปสู่การที่ทำให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น เช่น นโยบายกำแพงภาษีสูง ลดการนำเข้า การทำเงินเฟ้อสูงขึ้น (จากลดคนเข้าเมือง+ลดนำเข้า) อาจทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้น้อยลงกว่าที่คาด และการทำให้ประเทศคู่ค่าโดยเฉพาะยุโรปอ่อนแอลง ส่งผลให้เงินยูโรอ่อน (เวลายูโรอ่อน ดอลลาร์มักแข็งค่า) เป็นต้น
ดังนั้น นอกจากจะมีสงครามการค้าแล้ว ความย้อนแย้งนี้อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินเพิ่มไปอีก
•4.อยากทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ แต่นโยบายอาจกลับทำให้อาเซียนยิ่งใหญ่ขึ้น
ดังธีมในหนังสือ Twists and Turns ที่ว่าในทุก “ทวิสต์” ย่อมมีโอกาส “เทิร์น” สงครามการค้า 2.0 ที่ดุดันในปีหน้าอาจส่งผลบวกกับอินเดีย อาเซียนและเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว โดยทำให้การเคลื่อนย้ายการลงทุนของธุรกิจข้ามชาติจากจีนมาที่เอเชียตอนใต้ที่ได้เกิดขึ้นแล้วใน 3-4 ปีที่ผ่านมา นั้นเร่งตัวขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ต่อไปเราอาจเห็นการเคลื่อนย้ายไม่เพียงเงินทุนแต่รวมไปถึง talent หรือหัวกะทิ มาทำงานในภูมิภาคมากขึ้น และผู้ประกอบการเก่งๆ อาจมาสร้างธุรกิจ สร้างงานใหม่ๆ ในตลาดนี้มากขึ้น โดยประเทศที่เป็น “ตาอยู่” ได้ประโยชน์มากหน่อยก็คือ กลุ่มประเทศในอาเซียนรวมทั้งไทยด้วย (Pivot to ASEAN) แต่จะได้ประโยชน์มากน้อยก็คงขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยเราพร้อมหรือยังที่จะตักตวงประโยชน์จากกระแสนี้อย่างเต็มที่แค่ไหน โรงงานที่มาจะใช้ไทยเป็นแค่ “เปลือกห่อ” สินค้าส่งออก ไปประเทศตะวันตก หรือจะมาพร้อม “แก่น” คือความรู้และเทคโนโลยีที่ไทยเอามาใช้พัฒนาคนต่อยอดได้
ทั้ง 4 ทวิสต์ในยุคของทรัมป์ 2.0 ชี้ไปในทางเดียวกัน ว่าสถานการณ์โลกและอาเซียนอาจจะเป็นเหมือนตัว “J” คือจะแย่ลงก่อนในปีหน้า ก่อนที่ร้าย (อาจ) กลายเป็นดีได้ในระยะยาวหากรู้จักฉกฉวยโอกาส

