พาณิชย์เผยเงินเฟ้อพุ่ง พ.ย. 67 สูง 0.95% รับประชาชนระวังใช้จ่าย เหตุศก.ฟื้นไม่เต็มที่
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยเดือนพฤศจิกายน 2567 อยู่ระดับ 108.47 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่อยู่ระดับ 107.45 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.95% สูงสุดต่อเนื่อง 3 เดือน เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และฐานราคาต่ำในปีก่อน โดยราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 1.28% สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก จากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.70% โดยในเดือนธันวาคม คาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ระดับ 1.2-1.3%
“การบริโภคของภาคประชาชน มีการระมัดระวังการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น โดยต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ไม่ได้ถึงขั้นกำลังซื้อลดลงมากขนาดนั้น แต่เป็นเรื่องการจับจ่ายใช้สอยที่เน้นความจำเป็นมากขึ้นมากกว่า” นายพูนพงษ์ กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เดือนตุลาคม 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้น 0.83% ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 23 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม สปป.ลาว)
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 11 เดือน (มกราคม – พฤศจิกายน) ของปี 2567 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 สูงขึ้น 0.32% โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.2 – 0.8% (ค่ากลาง 0.5%) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 0.3 – 1.3% (ค่ากลาง 0.8%) โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปี 2567 ทั้งการขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1-2 ที่ผ่านมา และ 3.การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นจากโครงการเติมเงิน 10,000 บาท
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยกดดัน ได้แก่ 1.ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าและการตรึงราคาก๊าซ LPG 2.ฐานราคาผักและผลไม้สด ในปี 2567 อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์เอลนีโญและลานีญา 3.การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ และ 4.สินค้าสำคัญมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาอย่างจำกัด
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ จากที่เงินเฟ้อในภาคใต้สูงสุดเทียบกับภาคอื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนน้ำหนักใช้สูงสุดเทียบกับทุกภาค ทำให้เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อภาคใต้มากกว่าภูมิภาคอื่น และ 2.ราคาผักสด ที่ปรับราคาลดลง แต่ภาคใต้ลดลงน้อยกว่าภูมิภาคอื่น ทำให้ภาคใต้มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าภาคอื่น ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ระหว่าง 0.8% ต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำหนดไว้ จะมีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ มองว่ารัฐบาลได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่องอยูแล้ว จึงต้องรอธปท.ตอบเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยอีกครั้ง

