หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2567 ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ภายใต้ธีม “From Flood to Flourish (ฟื้นคืนสู่ความเฟื่องฟู)”
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลัง ได้เดินทางลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และภารกิจของกระทรวงการคลัง (คลังสัญจร) ครั้งที่ 1/2567 ภายใต้แนวคิด “ปรับ ฟื้น คืนสุข เมืองล้านนา” ณ ด่านศุลกากรแม่สาย จ.เชียงราย มีนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นประธานเปิดงาน
พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง “เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และผู้บริหารกระทรวงการคลัง นำโดย “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัด
นอกจากนี้ยังระดมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) รวม 8 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิม แบงก์) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

•นายกฯอิ๊งค์ปลื้มร่วมใจแก้น้ำท่วม
โดย นายกฯแพทองธารระบุ ขอบคุณคณะรัฐมนตรี (ครม.) ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) และข้าราชการ ทุกภาคส่วนที่ได้ประสานความร่วมมือร่วมใจผลักดัน เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาให้เร็วที่สุดเช่นเดียวกัน ฟื้นคืนพื้นที่อุทกภัยให้กลับมาเป็นปกติ ดีใจที่ได้มาเห็นบรรยากาศสดชื่น แจ่มใส
“นอกจากนี้ได้ติดตามเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ตลอดเวลา ได้สั่งการรองรัฐมนตรีและรัฐมนตรีลงพื้นที่ทันที ให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเดียวกันกับน้ำท่วมภาคเหนือ” นายกรัฐมนตรีระบุ
นายกฯแพทองธารระบุอีกว่า ภัยน้ำท่วมทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในมาตรการต่างๆ อย่างเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยกําลังค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นและจะดียิ่งขึ้นต่อไป
จากนั้น นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามมาตรการของกระทรวงมหาดไทย ค่าทำความสะอาดดิน โคลน และซากวัสดุ ครัวเรือนละ 10,000 บาท จำนวน 1,504 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 15.040 ล้านบาท และมอบความช่วยเหลือตามมาตรการช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัยกรมธนารักษ์ (สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงราย)
พร้อมทั้งเป็นประธานมอบสินเชื่อของมาตรการจากแบงก์รัฐทั้ง 8 แห่ง และชมบูธจัดแสดงมาตรการด้านการเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2567 หนึ่งในกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา

•คลังช่วยด้านการเงินกว่า 7.4 แสนราย
ด้าน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจของประชาชนเป็นอย่างมาก
การให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐได้จัดมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน อาทิ มาตรการพักต้น พักดอก การลดดอกเบี้ยตามเกณฑ์สำหรับกลุ่มที่ประสบอุทกภัยและกลุ่มที่ไม่ประสบอุทกภัย
“ขณะนี้เศรษฐกิจประเทศไทยมีแนวโน้มดี มีการเติมเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ภาครัฐ เช่นเดียวกับสถาบันการเงินภาครัฐ และล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ปรับวงเงินฉุกเฉินเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำงบประมาณช่วยเหลือประชาชนและการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ” รองนายกฯพิชัยระบุ
ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 8 แห่ง ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ และประกอบธุรกิจต่อไปได้ มีทั้งมาตรการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ย รวมไปถึงมาตรการสินเชื่อซอฟต์โลนทำให้ดอกเบี้ยต่ำลง 3-4%
โดยมาตรการที่กระทรวงการคลังร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 8 แห่ง ได้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน มีประชาชนประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 8 แห่ง มากกว่า 7.4 แสนราย รวมยอดหนี้มากกว่า 9.4 หมื่นล้านบาท
“สำหรับการดำเนินมาตรการด้านการเงินในระยะต่อไปจะเป็นการเน้นช่วยเหลือ ฟื้นฟู เสริมสร้างคุณภาพชีวิต และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ประชาชนกลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน” ปลัดลวรณกล่าว

•แบงก์รัฐแบ่งเบาหนี้เติมสภาพคล่อง
ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐต่างออกมาตรการช่วยเหลือ เริ่มจากธนาคารออมสิน “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสิน ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตามนโยบายรัฐบาล อาทิ มาตรการลดภาระหนี้ แบ่งเป็น การพักหนี้อัตโนมัติ 6 เดือน ยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด สำหรับผู้ประสบอุทกภัยตามประกาศฯ ในงวดเดือนตุลาคม 2567 – งวดเดือนมีนาคม 2568 โดยสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้ว กว่า 200,000 บัญชี วงเงินรวม 82,000 ล้านบาท คิดเป็นเม็ดเงินที่ธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยกว่า 2,400 ล้าน
มาตรการปรับลดอัตราการชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของลูกค้าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เป็น 3% ของยอดเรียกเก็บ (ขั้นต่ำ 300 บาท) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 3 รอบบัญชี (นับรอบบัญชีต่อเนื่อง) ช่วยลูกหนี้ได้กว่า 220,000 บัญชี วงเงินรวม 1,900 ล้านบาท
มาตรการสินเชื่อเยียวยาและฟื้นฟู ภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB Boost Up Plus เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ฟื้นฟูกิจการจากเหตุอุทกภัย อนุมัติสินเชื่อไปแล้วกว่า 500 ราย วงเงินรวม 1,000 ล้านบาท สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย แบบไม่ต้องใช้หลักประกัน มีการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 7,800 ราย วงเงินรวม 78 ล้านบาท
พร้อมทั้ง โครงการ “ออมสินสารพัดซ่อม” ระดมงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท และความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ระดมบุคลากรสาขาวิชาชีพช่าง ซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาใช้งานตามปกติ ไม่มีค่าใช้จ่าย ล่าสุดให้บริการประชาชนกว่า 1.7 หมื่นชิ้น

ด้าน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดย “กมลภพ วีระพละ” กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ธอส.จัดผู้ปฏิบัติงานธนาคารให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางการให้ความช่วยเหลือตามโครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
นำโดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 6 เดือน พร้อมปลอดชำระเงินงวด สำหรับลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้ากู้ใหม่ ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมการประเมินราคาหลักประกัน (1,900-2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองไม่เกิน 1% ของวงเงินจำนอง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2567 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าและประชาชนอีก
ขณะที่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นำโดย “สิทธิกร ดิเรกสุนทร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ระบุว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ บสย.ได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วม ในโครงการ SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind วงเงิน 1,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบอุทกภัยเข้าถึงสินเชื่อในระบบง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. โดยค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 1 หมื่น-2 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 1.25% ต่อปี และฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก และยกเว้นค่าดำเนินการค้ำประกันตลอดโครงการ เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน
รวมทั้งให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการลูกค้าพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันและค่าจัดการค้ำประกัน เป็นระยะเวลา 6 เดือน และมาตรการลูกหนี้ พักชำระค่างวดเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมจำนวน 1,739 ราย
“นอกจากนี้ บสย.ได้ลงพื้นที่มอบเงินสนับสนุนการเปิดศูนย์บริการซ่อมวีลแชร์ และอุปกรณ์คนพิการ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยเหลือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้นั่งวีลแชร์ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่มาของความร่วมมือ ระหว่าง บสย. มูลนิธิคนพิการไทย และสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย จ.เชียงราย เปิด ‘ศูนย์บริการซ่อมวีลแชร์และอุปกรณ์สำหรับคนพิการ’” สิทธิกรระบุ

ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) “ยุวพล วัตถุ” รองผู้จัดการ ระบุว่า ธ.ก.ส. ได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพและสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนช่วงเกิดปัญหาอุทกภัย
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของลูกค้าเพื่อวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ของธนาคาร อาทิ การเลื่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปสูงสุดไม่เกิน 1 ปี โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือน โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นค่าลงทุนซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สินรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นต้น
รวมถึง ธนาคารกรุงไทย โดย “กิตติพัฒน์ เพียรธรรม” ผู้บริหารสายงานธุรกิจภาครัฐ ระบุว่า ธนาคารกรุงไทย มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน ทั้งปรับลดค่างวดการผ่อนชำระ การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการให้วงเงินฉุกเฉิน เพื่อฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพ รวมถึงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย พร้อมมอบถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ฟื้นตัวรวดเร็ว

สำหรับมาตรการความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มีดังนี้
มาตรการแบ่งเบาภาระลูกค้าสินเชื่อปัจจุบัน
–สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อธุรกิจ SSME ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบันนาน 1 ปี และลดดอกเบี้ยเป็น 0% ต่อปี นาน 3 เดือน และหลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี)
–สินเชื่อส่วนบุคคล ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบัน นาน 1 ปี และลดดอกเบี้ยเป็น ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
–สินเชื่อธุรกิจ SME ให้ความช่วยเหลือครอบคลุม ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย ลดค่างวดการชำระหนี้ พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือพักชำระเงินต้น และ/หรือ พักชำระดอกเบี้ยบางส่วน ขยายระยะเวลาสัญญา/ปรับตารางผ่อนชำระหนี้ เป็นต้น โดยเงื่อนไขและเกณฑ์การพิจารณาลูกค้าแต่ละรายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งธนาคารจะพิจารณาให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อลดภาระทางการเงินและสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและรายได้ของลูกค้าที่น่าจะฟื้นตัวในอนาคต

สำหรับ มาตรการสำหรับสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการและซ่อมบ้าน ได้แก่
–สินเชื่อบ้าน Top up สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือน หลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี กรณีสินเชื่อบ้าน ฟรีค่าประเมินและค่าจดจำนอง)
–สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
–สินเชื่อธุรกิจ SME (Term Loan) ระยะเวลา 7 ปี ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี นาน 2 ปี หลังจากนั้น MLR-1% ต่อปี
“ธนาคารกรุงไทย พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือลูกค้า ประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว” กิตติพัฒน์ทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้คือ ภารกิจ “ปรับ ฟื้น คืนสุข เมืองล้านนา”
ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต

