หน้าแรก เศรษฐกิจ โยนหิน แวต 15...

โยนหิน แวต 15% ก่อนแตะเบรก วัดกระแสหนุน-ค้าน

9.12.24 | 11:17 น.
แวต 15%

“ขึ้นภาษี” เป็นคำที่หลายคนเมื่อได้ฟังจะมีอาการกังวล โดยเฉพาะในมุมประชาชนคนจ่ายภาษี ผู้ประกอบการ เพราะเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

โดยภาษีเป็นรายได้สำคัญที่รัฐบาลจัดเก็บไปใช้ประโยชน์ในการบริหารประเทศ ยิ่งประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ ยิ่งต้องการรายจ่ายจำนวนมากในการดูแลพลเมือง สำหรับประเทศไทย ก็นับว่าเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีสวัสดิการมากมาย งบประมาณทุกๆ ปีก็จ่ายไปกับการดูแลประชาชน ทั้งด้านสุขภาพ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บตาย การศึกษา ต่างๆ เป็นต้น

⦁ขุนคลังจุดประเด็นเพิ่มแวตเกิน 7%

ประเด็นภาษีเป็นข่าวใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุบนเวทีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Financial Policies for Sustainable Economy” ถึงนโยบายการคลัง และการปฏิรูปภาษีว่า เมื่อเศรษฐกิจโต ต้องดูว่ารัฐบาลจะรวบรวมนำเงินมาสนับสนุนเอกชนอย่างไร ก็ต้องพูดถึงนโยบายการเงินในเรื่องการจัดเก็บรายได้ ซึ่งขุนคลังหมายถึงแนวทางการเก็บภาษีนั่นเอง

พร้อมระบุ โลกทุกวันนี้มีหลายบริษัทประกอบธุรกิจบริษัทข้ามชาติไปลงทุนและตั้งบริษัทที่ต่างๆ ในโลก แต่อาจจะมีบางกรณีไม่ได้จ่ายภาษีให้กับประเทศที่ไปตั้งบริษัท หรืออยู่ในพื้นที่ ดินแดนภาษีต่ำ (tax haven)

Advertisement

แต่ขณะนี้มีอัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax Rate) โดย องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ซึ่งควรคิดอัตราภาษี 15% ซึ่งอัตราแนะนำนี้ได้ถูกแพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว และเริ่มเก็บกันที่อัตรา 15% แล้ว

สำหรับปัจจุบันประเทศไทยคิดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ดังนั้นก็ต้องดูให้ลดลงมาใกล้เคียง 15% เพื่อให้แข่งขันกับชาวโลกได้ ถ้าคนอื่นลดได้ไทยก็ลดได้ ถ้าลดตัวนี้ก็ไปปรับเพิ่มภาษีตัวอื่น

ขณะเดียวกันการแย่งคนเก่งที่เข้ามาทำงานในประเทศของตัวเอง ซึ่งสิงคโปร์ลดแลกแจกแถมในเรื่องนี้ ให้คนเข้าไปประเทศ สำหรับไทยต้องพยายามลดแลกแจกแถมด้วย นอกจากเรื่องวีซ่าที่ง่ายแล้ว ก็ต้องคิดถึงเรื่องที่อยู่อาศัย (residential) รวมไปถึงหลายประเทศใช้มาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดาลง อยู่ระดับ 17-18% แต่ประเทศไทยระดับ 35% สุดท้ายมองว่าควรอยู่ระดับ 15%

อย่างไรก็ตาม ฐานภาษีเรายังต่ำ เพราะภาษีบริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) วันนี้อยู่ที่ระดับ 7% โดยเว้นจากกฎหมายที่ระบุให้เก็บได้ถึง 10% ขณะที่ทั่วโลกจัดเก็บภาษีแวต เฉลี่ยสูงถึง 15-25% นั่นแปลว่า วันนี้เราเก็บภาษีบริโภคในอัตราที่ต่ำอยู่

“ภาษีบริโภค คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ผมอยากบอกว่า หากเก็บสูงขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนรายได้ต่ำอยู่รอดโดยช่องว่างระหว่างรายได้คนรวยและคนจนจะลดลง อย่างจีน เก็บแวตที่ 19% สิงคโปร์ ประมาณ 9% หลายประเทศในยุโรป อยู่ที่ประมาณ 20% แล้ว” รองนายกฯพิชัยระบุ

พร้อมระบุอีกว่า ภาษีบริโภคเป็นการจัดเก็บภาษีจากทุกคน ตั้งแต่คนรวย คนรายได้ปานกลาง ไปจนถึงคนจน แต่แน่นอนว่าการบริโภคเป็นไปตามฐานะ การที่เราจัดเก็บภาษีบริโภคต่ำ แปลว่าจ่ายต่ำ การที่จะส่งเข้ามาที่รัฐ ก็มีข้อจำกัด แต่ถ้าภาษีนี้สูงขึ้น คนรวยมากก็จ่ายมาก คนรายได้ปานกลางก็จ่ายปานกลาง ตามการบริโภค เงินกองกลางก็ใหญ่ขึ้น

ทำให้รัฐหยิบกองกลางมาใช้ และนำมาส่งผ่านให้คนรายได้น้อยผ่านมาตรการต่างๆ เช่น สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การศึกษา และการรักษาพยาบาล เป็นต้น

นอกจากนั้น สามารถนำเงินกองกลางไปสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับนักธุรกิจในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีต้นทุนต่ำ เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย การขนส่ง ต้นทุนพลังงาน เป็นต้น เมื่อต้นทุนต่ำการส่งออกจะมีต้นทุนต่ำลง

“เพราะฉะนั้นวิธีที่หลายประเทศทำกัน คือเก็บภาษีสูงเป็นเงินกองกลาง และส่งเงินนี้ไปช่วยคนมีรายได้และสร้างขีดความสามารถให้นักธุรกิจในประเทศ ดังนั้น การเก็บภาษีสูงหรือต่ำ จะต้องใคร่ครวญและพิจารณาให้ดีในแง่ของนโยบายในเรื่องรายได้ของภาครัฐ” รองนายกฯพิชัยเน้นย้ำ

⦁รัฐบาล-เอกชนรุมค้าน

ทันทีที่ข่าวการขึ้นภาษีแวตออกไป เรื่องร้อนไปถึงรัฐบาลมากพอสมควร ซึ่ง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ชี้แจงแนวความคิดการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของรัฐบาลว่า จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่องแวต 15% ได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน

ดังนั้น ขอสรุปเพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน
1.ไม่มีการปรับแวต เป็น 15%
2.กระทรวงการคลังกำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3.การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี
4.นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทย

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคน” นายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวคิดที่จะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะเป็นเพิ่มภาระให้เกษตรกรมากขึ้น ในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

ด้านภาคเอกชน สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ ความเห็นของภาคเอกชนมองว่ายังเร็วเกินไปหากรัฐบาลจะขึ้นภาษีแวตทันที เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตน้อยไม่ถึง 2% และเพิ่มจะเติบโตถึง 2.8% ได้ในปีนี้

รัฐบาลควรแก้ปัญหารายได้ด้วยการเร่งพัฒนาและยกระดับเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งและเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น รวมทั้งเร่งจัดระเบียบการค้าออนไลน์ซึ่งขณะนี้พบว่ายังอยู่นอกระบบและยังเก็บภาษีไม่ได้เป็นเงินจำนวนมหาศาล หากมีการจัดเก็บภาษีได้ก็จะสร้างความยุติธรรมในกับการทำธุรกิจ ทำให้มีเงินตราเข้าประเทศได้มากกว่าการปรับขึ้นภาษีแวต

ขณะที่ฝั่งนักวิชาการ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภาษีแวตควรขึ้น แต่ค่อยเป็นค่อยไป เช่นขึ้น 1% ก่อนแล้วหาจังหวะในอนาคตขึ้นทีละ 1% แต่ไม่ประกาศล่วงหน้า เพราะอาจทำให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflation expectation) ได้ แล้วไปจบที่ 10% ภายใน 5 ปี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลสัญญาและทำตามสัญญาว่าจะเอาเงินภาษีแวต ที่เพิ่มขึ้นได้มาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ต่อคนจน ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบางเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเลย แต่ไม่ใช่ประชานิยมระยะสั้น

ขณะที่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ควรเป็นอัตราคงที่ หรือ flat rate แม้จะมีข้อดี เช่นคำนวณง่าย ทำให้คนอยากทำงานมีรายได้สูงๆ โดยไม่ต้องกลัวอัตราภาษีสูงตามไปด้วย แต่ข้อเสียมากกว่าคือไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้น ควรพิจารณาปรับลดพวกค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ให้ประโยชน์กับคนรายได้สูง และถ้าจะใช้ flat rate ควรใช้กับเงินได้จากดอกเบี้ยและปันผลที่ปัจจุบันแยกคำนวณมากกว่า

ส่วนภาษีเงินนิติบุคคล ถ้าจะลดเหลือ 15% ก็ควรยกเลิกสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปด้วย จะได้แฟร์และดึงดูดการลงทุนอย่างทั่วถึงแทนที่จะเป็นบางอุตสาหกรรมที่ก็ไม่รู้ว่าให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเท่าไรกันแน่ ใช้มาตรการอื่นดึงดูดแทนดีกว่า เช่นพัฒนาทักษะแรงงานไทย ปรับเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น

“สำคัญคืออย่าลืมเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สิน เช่น capital gain, windfall tax ด้วย” ผู้อำนวยการการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงทีดีอาร์ไอระบุทิ้งท้าย

⦁32ปีไม่เคยเก็บแวต10%

ทั้งนี้ หากย้อนดูของภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ได้เริ่มใช้ในประเทศไทยในช่วงปี 2535 โดยตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 80 ของกรมสรรพากร ระบุไว้ว่า ให้ใช้อัตราภาษี 10.0% ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการ

แต่คนไทยอาจจะคุ้นกับแวตแค่ 7% เท่านั้น เนื่องจากนับตั้งแต่ออกกฎหมาย จนถึงปัจจุบัน รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการเห็นชอบการออก พระราชกฤษฎีกา ตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่..) พ.ศ. … ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7%

หรือสรุปง่ายๆ ว่า รัฐบาลลดภาษีแวตไว้ที่ 7% ล่าสุดประกาศเมื่อเดือนกันยายน 2567 ทำให้ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกจัดเก็บที่ 7% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568

ทั้งนี้ การจัดเก็บรายได้กรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 2.268 ล้านล้านบาท เป็นกรมที่จัดเก็บรายได้อันดับหนึ่งของหน่วยงานจัดเก็บภาษี และในหน่วยงานที่ส่งรายได้ให้กับรัฐบาล โดยสัดส่วนมากกว่า 60% รายได้ทั้งหมดของรัฐบาลในแต่ละปี

ทั้งนี้ ในส่วนของประเภทภาษีในสรรพากรนั้น ภาษีที่จัดเก็บได้มากสุด คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 9.47 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.83 แสนล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 4.15 แสนล้านบาทและภาษีธุรกิจเฉพาะ 6.9 หมื่นล้านบาท

⦁ส่องสถานะรัฐบาลดี-ร้าย

อีกเรื่องที่มักถูกโยงคือ การเก็บภาษีเพิ่ม แสดงว่ารัฐบาลเริ่มมีปัญหาวิกฤตทางการเงินการคลังหรือไม่

ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของการก่อหนี้สาธารณะ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ 11.787 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 63.99% พุ่งทะยานมาจากช่วงก่อนโควิดในปี 2562 ที่อยู่ระดับ 6.9 ล้านล้านบาท

รัฐบาลชุดก่อนหน้า ได้กู้เงินฉุกเฉิน ผ่านการออกพระราชกำหนด รวมจำนวน 1.5 ล้านล้านบาท โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังในปี 2563 กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และในปี 2564 อีก 5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564 รัฐบาลยังได้มีมติในการขยายกรอบเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเป็น 70% จากเดิม 60% เป็นเวลา 10 ปี

นอกจากนี้ยังไม่นับรวมถึง เงินนอกงบประมาณ ที่ให้หน่วยงานของรัฐออกแทนให้ก่อนอีก คือ เงินตาม มาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ปี 2561 ที่ใช้ไปกับการทำโครงการรัฐ โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการเกษตรกร จนปริ่มเพดาน รัฐบาลจึงขยายกรอบออกไปเป็น 35% จากเดิม 30% ต่อจีดีพี และปัจจุบันอยู่ที่ 32% ต่อจีดีพี

อย่างไรก็ดี เงินกู้ฉุกเฉินโควิดก็ได้หมดลงไปแล้ว แต่การทำนโยบายของรัฐบาลยังคงมีการใช้เงินก้อนใหญ่ๆ ต่อเนื่อง รัฐบาลชุดปัจจุบัน โดย แพทองธาร ชินวัตร ยังคงสานต่อโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ปัจจุบันจ่ายแล้วส่วนหนึ่ง คือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ ราว 14.5 ล้านคน เป็นวงเงิน 1.45 แสนล้านบาท และกำลังจะขยับไปเฟสต่อไปในกลุ่มผู้สูงอายุคาดว่าจะจ่ายต้นปี 2568

ส่วนโครงการอื่นๆ อาทิ การช่วยเหลือเกษตรกร รัฐบาลยังคงสานต่อ อาทิ โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 (โครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่) วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท

ขณะที่การทำงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลยังคงเป็นทำงบประมาณแบบขาดดุล โดยปีงบประมาณ 2568 มีการตั้งงบกู้ขาดดุลที่ 8.65 แสนล้านบาท หรือ 4.5% ต่อจีดีพี ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 36 ปี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีการแผนการคลังระยะปานกลาง โดยคณะกรรมการการเงินการคลัง ตั้งเป้าหมายว่าไทยจะต้องมีการลดการขาดดุลลงให้อยู่ในกรอบไม่เกิน 3% เพื่อความยั่งยืนทางการคลัง

แต่เมื่อเทียบกับแผนงบประมาณปี 2569 อยู่ที่7.03 แสนล้านบาท หรือ 3.5% ต่อจีดีพี ปีงบ 2570 อยู่ที่ 6.93 แสนล้านบาท หรือ 3.3% ต่อจีดีพี และปี 2571 อยู่ที่ 6.83 แสนล้านบาท หรือ 3.1% ต่อจีดีพี

ปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยยังต่ำ ปี 2567 คาดเติบโต 2.7% ปี 2568 ที่ 3% ถือว่าประเทศอยู่ในภาวะรายได้ต่ำ แต่รายจ่ายสูง

ไม่ต่างจากประชาชนคนทั่วไปที่ต้องหมุนเงิน หยิบกระเป๋านู้น ล้วงกระเป๋านี้มาเติมให้พอรายจ่าย

วนลูปต่อไป!!