คลัง-แบงก์ชาติ ลุยแก้หนี้ จัดแพคเกจใหญ่ช่วย เอสเอ็มอี-บ้าน-รถยนต์ พักดอกเบี้ย 3 ปี-เลือกผ่อนครึ่งหนึ่งได้
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ได้เข้าร่วมหารือกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้า 2 ประเทศในประเด็นต่างๆ ทั้งแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย และการขอความร่วมมือรับซื้อสินค้าเกษตร ทั้งข้าว และมันสำปะหลังจากไทย เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ซึ่งได้พบปะพูดคุยกับนายหานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดล็อกความกังวลเรื่องสินค้า และธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย
นายพิชัยกล่าวอีกว่า ล่าสุดวันที่ 11 พฤศจิกายน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ TEMU (เตมู) ได้ดําเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พณ.โดยใช้ชื่อบริษัท เวลโค เทคโนโลยี จํากัด ทางจีนยินดีจะส่งเสริมการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอีไทยให้เข้าไปจำหน่ายในจีนทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่
จึงได้ขอความร่วมมือจีนพิจารณารับซื้อสินค้าเกษตรจากไทย เบื้องต้นจีนยินดีจะสนับสนุนเกษตรกรไทย จะพิจารณาซื้อข้าวจากไทย 280,000 ตัน จากสัญญา 1 ล้านตันให้ได้โดยเร็ว เพื่อจะปิดดีลครบสัญญาการซื้อขายข้าวจีทูจี ระหว่าง COFCO และกรมการค้าต่างประเทศ ลงนามเอ็มโอยูไว้เมื่อปี 2558 พร้อมเร่งผลักดันผู้นำเข้าจีนให้รับซื้อมันสําปะหลังของไทย เพื่อช่วยเกษตรกรไทยกว่า 7 แสนครัวเรือน ทั้งยังจะผลักดันให้สำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) และกรมปศุสัตว์ไทย บูรณาการกัน และเร่งขับเคลื่อนให้จีนนำเข้าโคมีชีวิตจากประเทศไทยได้
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการแก้หนี้ภาคครัวเรือนสำหรับหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ และหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี จะแถลงในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ทางกระทรวงการคลังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายฝ่าย ไม่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจรัฐ สมาคมธนาคารไทย เป็นต้น
มาตรการที่จะประกาศออกมานั้นจะเป็นมาตรการชุดใหญ่กว่าที่คุยกันตอนแรก และครอบคลุมการแก้หนี้ของประชาชนได้มากขึ้น ส่วนจะมีการขยายการแก้หนี้ถึงบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลด้วยหรือไม่นั้น ขอให้ติดตามรายละเอียดในวันแถลงข่าว เบื้องต้นกลไกที่จะนำมาดำเนินการนั้น ยังคงเดิมที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ เช่น พักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น เป็นต้น ทั้งนี้ ได้ขยายใหญ่ให้ครอบคลุมมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น.ของวันที่ 11 ธันวาคม ที่ ธปท. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เป็นประธานงานเปิดตัวโครงการ คุณสู้ เราช่วย เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
และหนังสือแสดงเจตนารมณ์ ระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ การแก้หนี้ครั้งนี้จะเป็นมาตรการแก้หนี้ภาคครัวเรือนในกลุ่มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของประชาชนที่สามารถฟื้นกลับมาเป็นหนี้ดีได้ (NPL) เฉพาะหนี้เกิดก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2567 รวม 2.3 ล้านบัญชี รวม 1.31 ล้านล้านบาท
แบ่งเป็น 1.หนี้ที่อยู่อาศัย จะเข้าไปช่วยในมูลหนี้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย เป็นหนี้เอ็นพีแอลไม่เกิน 1 ปี 4.6 แสนบัญชี มูลหนี้ 4.8 แสนล้านบาท 2.หนี้รถยนต์ มูลหนี้ไม่เกิน 8 แสนบาท เป็นหนี้เอ็นพีแอล ไม่เกิน 1 ปี และแขวนดอกเบี้ย 1.4 ล้านบัญชี มูลหนี้ 3.7 แสนล้านบาท และ 3.หนี้เอสเอ็มอีขอสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ยอดสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท 4.3 แสนบัญชี มูลหนี้ 4.54 แสนล้านบาท
เบื้องต้น รูปแบบของมาตรการแก้หนี้ เช่น หากผู้เข้าร่วมมาตรการเป็นหนี้เสียสินเชื่อบ้าน ช่วง 3 ปีที่เข้าโครงการ สามารถเลือกชำระค่างวดแบบเต็มจำนวนเดิม หรือเลือกผ่อนครึ่งหนึ่งก็ได้ เงินที่ชำระมาจะนำไปตัดเงินต้น 100% และลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เหลือ 0.23% จากเดิม 0.46% เพื่อตั้งกองทุนสำหรับมาตรการแก้หนี้ ยืดเวลาใช้หนี้ไป ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยละสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่กังวลเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ในภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีความผันผวน และเปราะบาง จากภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อประเทศและภาคธุรกิจไทยให้เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน
“เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา กกร.ได้ยื่นต่อนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว กกร.เชื่อมั่นว่าการดำเนินนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมและเป็นธรรม ภายใต้กรอบกฎหมาย และตามมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด เป็นเสียงสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่จังหวัด จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนทุกภาคส่วน” นายสนั่นกล่าว

