นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนประเด็นร้องเรียนอ้างว่ามีการจ่ายส่วยวินรถจักรยานยนต์สาธารณะ บริเวณหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี และวินใกล้เคียงให้แก่ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งกระทบกับความเชื่อมั่นต่อนโยบายจัดระเบียบสังคมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรมการขนส่งทางบก โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรีดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของวินหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ มีจำนวนรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับวินดังกล่าวทั้งหมด 161 คัน มีการตั้งกรรมการบริหารวินจำนวน 6 คน
ทั้งนี้ได้เชิญผู้แทนวินหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ แบ่งเป็นกรรมการบริหารวิน 3 คน และผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ในวินอีก 3 คนมาให้ข้อมูล พบว่าไม่มีการเรียกรับส่วยตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด มีเพียงการเก็บเงินจากผู้ขับขี่ที่เป็นสมาชิกวินเดือนละ 800 บาท เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการวินและสมาชิก เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสวัสดิการ กรณีเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของสมาชิกในวิน ซึ่งสมาชิกในวินรับทราบและยอมรับในเงื่อนไขดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก โดยกองตรวจการขนส่งทางบก และคณะอนุกรรมการร่วม 4 ฝ่ายประจำจังหวัด ประกอบด้วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่น และสำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรีจะได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นเพื่อป้องกันปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บผลประโยชน์จากการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะตามนโยบายของ คสช.
อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินมาตรการตรวจสอบ กวดขัน จับกุม ผู้ให้บริการผิดกฎหมายขัดต่อนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินงานบูรณาการร่วมกับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเริ่มจัดระเบียบ โดยในระยะที่ 1 แก้ไขปัญหาเร่งด่วน (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2557) ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วม 4 ฝ่าย เพื่อสำรวจจำนวนรถจักรยานยนต์สาธารณะและจำนวนวิน ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้รถจักรยานยนต์มาลงทะเบียนเพื่อจัดระเบียบและปฏิบัติตามกฎหมาย
ระยะที่ 2 แก้ไขปัญหาภายใต้กรอบกฎหมาย (เดือนกรกฎาคม 2557-สิงหาคม 2558) โดยคณะอนุกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาจัดตั้งวินใหม่และพิจารณาเพิ่มผู้ขับขี่ในวินเดิม ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการเดินทางของประชาชน รถจักรยานยนต์ที่สามารถนำมารับส่งผู้โดยสารได้ต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ป้ายเหลือง) ต้องมีที่ตั้งวินตามที่ได้รับอนุญาต และต้องให้บริการในเส้นทางหรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ด้านผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องแต่งกายตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด สวมเสื้อวินที่แสดงบัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน และการเรียกเก็บอัตราค่าโดยสารต้องเป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด โดยต้องมีการติดตั้งป้ายแสดงอัตราค่าโดยสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน
ส่วนระยะที่ 3 เป็นระยะของการบังคับใช้กฎหมายและการขยายผลสู่ภูมิภาค (ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 เป็นต้นไป) มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะอย่างเข้มงวด โดยเน้นให้คน-รถ-บัตรประจำตัว-เสื้อวิน ต้องมีข้อมูลที่ตรงกัน และจับกุมผู้ขับขี่ที่ทำผิด โดยใช้มาตรการปรับสูงสุดทุกข้อหาความผิด เช่น นำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ในการรับจ้างปรับ 2,000 บาท แต่งกายไม่ถูกต้องตามประกาศ (ไม่ใส่เสื้อวิน) ปรับ 1,000 บาท ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถปรับ 1,000 บาท เป็นต้น และหากมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำซากก็จะใช้มาตรการพักใช้/เพิกถอน ใบอนุญาตขับรถต่อไป
ทั้งนี้ ผลการจับกุมบังคับใช้กฎหมายนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการระยะที่ 3 จนถึงปัจจุบัน (1 สิงหาคม 2558-8 มีนาคม 2560) พบผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดรวม 3,296 ราย ได้แก่ ฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ป้ายดำมารับส่งผู้โดยสารจำนวน 2,585 ราย ไม่แต่งกายตามกำหนดของกฎกระทรวงจำนวน 553 ราย ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถและคู่มือการจดทะเบียนรถจำนวน 74 ราย ใช้รถไม่ชำระภาษีประจำปีจำนวน 36 ราย ใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียนจำนวน 34 ราย นอกนั้นเป็นข้อหาอื่นๆ และได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถฐานใช้รถป้ายดำมารับส่งผู้โดยสารแล้ว 34 ราย

