ททท. กางแผนปี 68 เร่งทำตลาดลักชูรี ดึงกลุ่มเป๋าหนักเที่ยวไทย ออกอาวุธ ‘เอ็กซ์คลูซีฟ อีเวนต์’
นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เพื่อผลักดันการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทย และตลาดไทยเที่ยวไทย ได้วางแผนพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยวในปี 2568 โดยให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market ผ่านการโฟกัส ใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เวลเนส , Lux Experience ,สปอร์ต ทัวริสซึม และ กลุ่มโรมานซ์ หรือ กลุ่มฮันนีมูน เพราะแม้มีจำนวนน้อย แต่มีกำลังในการใช้จ่ายสูง และจัดว่าเป็นกลุ่มตลาดลักชัวรี โดยการท่องเที่ยวแบบลักชูรีในไทยได้รับความสนใจและมีการเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลปี 2566 มูลค่าตลาดการท่องเที่ยวลักชูรีในไทย อยู่ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ททท.คาดว่าในปี 2567 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง 8-10% ต่อปี
นางจิระวดี กล่าวว่า จากข้อมูลของ alliedmarketresearch พบว่าตลาดนิซมาร์เก็ต มีมูลค่าตลาดโลกอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2562 และคาดว่าจะเติบโตถึง 3.9 แสนล้านบาทในปี 2570 โดยจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Millennials ที่มีฐานะปานกลางถึงสูง ในประเทศแถบเอเชีย อาทิ จีน มาเลเซีย ฮ่องกง และอินเดีย ที่จะเป็นตลาดศักยภาพ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวระหว่างต่างชาติ ในช่วงไตรมาส 1-3 (มกราคม-กันยายน 2567) นักท่องเที่ยวกลุ่มลักชัวรีมีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว 5 อันดับแรกไปในพื้นที่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี (พัทยา) กระบี่ และสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) มีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย 77,693 บาทต่อคนต่อทริป (เฉลี่ยวันละ 6,171 บาท) ใช้เวลาในไทยประมาณ 9-10 วัน
“ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงรับเทรดน์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเหล่านี้ อาทิ นักธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทหรูในไทย มีให้บริการระดับพรีเมียม ไปจนถึงระดับอัลตราลักชัวรี มีการบริหารโดยเชนโรงแรมระดับโลกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับโรงแรม 4-5 ดาวก็มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 20-30% ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดที่สัมพันธ์กับความต้องการ (ดีมานด์) การเข้าพักที่สูงขึ้น ส่งผลให้ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดลักชัวรีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” นางจิระวดี กล่าว
นางจิระวดี กล่าวว่า สำหรับแผนการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวตลาดความต้องการเฉพาะ หรือนิซมาร์เก็ตและลักชูรีในไทย แผนระยะสั้น (1-3 ปี) จะเน้นส่งเสริมงานในลักษณะเอ็กซ์คลูซีฟ อีเวนต์ เหมือนโมเดลของสิงคโปร์ ที่ดึงการจัดงานระดับโลกให้จัดอยู่ที่สิงคโปร์ ห้ามไปจัดที่ประเทศอื่น โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เป็นผู้ดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าในการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งการจัดงานระดับโลก จะดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี อาทิ การจัดคอนเสิร์ต งานด้านดนตรี รวมถึงงานด้านสปอร์ต ดึงเกมแข่งขันกีฬาในลักษณะเวิลด์ซีรีย์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ งานวิ่งเทรล HOKA เชียงใหม่ที่เพิ่งผ่านไป เป็นรายการเวิล์ดเมเจอร์ มีนักวิ่งกว่า 7 พันคน กว่า 70% เป็นชาวต่างชาติ สร้างรายได้มากกว่า 800 ล้านบาท งานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน ที่มีนักวิ่งมาราธอนกว่า 3.3 หมื่นคน เป็นต่างชาติ 30% โดยการจัดงานในปี 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว มีนโยบายที่จะดึงสปอนเซอร์ระดับโลกเข้ามา จะสามารถดึงดูดนักวิ่งจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก

