นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศไทยปี 2560 คาดว่าจะทยอยเกิดขึ้นในช่วงเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2560 และจะทะลุระดับ 30,000 หมื่นเมกะวัตต์หรือขยายตัวประมาณ 1.6% จากปี 2559 ที่พีคเกิดขึ้นวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 อยู่ที่ 29,619 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นในทุกสาขาและอุณหภูมิปีนี้ที่คาดว่าจะยังคงร้อนต่อเนื่อง
สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่นั้น ล่าสุดขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) กฟผ.จะต้องดำเนินการใหม่หมด คาดว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ค.1) ได้ภายใน 3 เดือนนี้และขั้นตอนทั้งหมดคาดว่าจะเวลารวม 2 ปีกว่าหรือจะเลื่อนจ่ายไฟเข้าระบบไปจากเดิมปี 2564 เป็นปี 2567 อย่างไรก็ตามหากที่สุดแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ดำเนินการไม่ได้และต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) นำเข้า ก็คงไม่สามารถทำได้เช่นกัน เนื่องจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่ต่อท่อก๊าซฯให้เพราะไม่คุ้มค่า หรือหากต้องนำเข้าแบบคลังลอยน้ำ (เอฟเอสอาร์ยู) ก็จำเป็นต้องต่อท่อก๊าซจากทะเลเพื่อขนถ่ายอยู่ดี
“ปี 2565 กฟผ.ประเมินว่ามูลค่าแอลเอ็นจีเทียบกับถ่านหินแอลเอ็นจีจะมีต้นทุนผลิตไฟที่แพงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน 80 สตางค์ต่อหน่วยหรือคิดเป็นมูลค่า 5,200 ล้านบาทต่อปี แต่แผนระยะยาวมูลค่าจะสูงกว่านี้มาก” นายกรศิษฐ์กล่าว

