ไขข้อข้องใจ คุณสู้ เราช่วย ลูกหนี้ได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าสถาบันการเงินปฏิเสธต้องทำไงต่อ
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง ออกมาตรการชั่วคราวเพิ่มเติม เพื่อให้ ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs เฉพาะกลุ่ม ภายใต้ชื่อโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งในช่วงเริ่มต้น การช่วยเหลือจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 มาตรการ นั้น
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง:
- เช็กที่นี่! ใครมีสิทธิ เข้าร่วมโครงการ คุณสู้ เราช่วย กันบ้าง
- เปิดขั้นตอน ลงทะเบียน เข้าโครงการ คุณสู้ เราช่วย เริ่มแล้ว 12 ธ.ค. นี้
ทั้งนี้ “มติชนออนไลน์” ได้รวบรวมคำถามตอบที่น่าสงสัย ที่ทาง ธปท.ได้รวบรวมไว้ เช่น
ถาม-เมื่อลูกหนี้เข้าร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วยแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบ – ลูกหนี้จะจ่ายค่างวดน้อยลงเป็นเวลา 3 ปี โดยปีแรกชำระ 50% ของค่างวดเดิม ปีที่ 2 ชำระ 70% ของค่างวดเดิม ปีที่ 3 ชำระ 90% ของค่างวดเดิม
โดยเมื่อลูกหนี้ทำตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ครบ เงินดังกล่าวจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด และหากเป็นลูกหนี้ที่ดีครบ 3 ปี สถาบันการเงินจะยกดอกเบี้ยที่พักไว้ให้หลังสิ้นสุดโครงการ ลูกหนี้สามารถตกลงกับเจ้าหนี้ในการชำระหนี้ได้มากกว่าที่กำหนดไว้เพื่อให้ปิดหนี้ได้เร็วขึ้น
คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้
(1) มีวงเงินสินเชื่อรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกินที่กำหนด โดยพิจารณาแยกวงเงินตามประเภทสินเชื่อต่อสถาบันการเงิน ดังนี้
สินเชื่อบ้าน / บ้านแลกเงิน วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท
สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถยนต์ วงเงินไม่เกิน 8 แสนบาท
สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท
สินเชื่อธุรกิจ SMEs วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท
กรณีสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต หากมีหนี้บ้านหรือรถที่เข้าเงื่อนไขข้างต้น สามารถพิจารณาเข้ามาตรการรวมหนี้ได้ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินรับได้ โดยวงเงินเมื่อรวมแล้วไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนด
โดยลูกหนี้ที่มีหนี้มากกว่า 1 แห่ง สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ แต่ต้องไปเป็นตามเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ นอกจากนี้ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องทางศาลก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งทางสถาบันการเงินจะชะลอการฟ้องออกไปก่อน (แต่ไม่ได้ถอนฟ้อง)
คำถาม-ทั้งนี้สำหรับคำถามว่า ธปท.จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่เข้าคุณสมบัติตามมาตรการครั้งนี้อย่างไร?
คำตอบ
กรณีลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ทุกประเภท สามารถขอรับความช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) คือ จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนฟ้อง โอนขายหนี้ ยึดทรัพย์
กรณีลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ ประเภทเงินหมุนเวียน เช่นบัตรกดเงินสด ที่ยังไม่เป็น NPL แต่ชำระดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นรวมเป็นระยะเวลานาน (5 ปี) สามารถขอเข้ามาตรการปิดจบหนี้เรื้อรังได้ โดยสถาบันการเงินจะแปลงสินเชื่อจากวงเงินหมุนเวียน (revoing) เป็นสินเชื่อผ่อนชำระเป็นงวด (installment loan) ลดดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 15% ต่อปี และปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี (ธปท.ขยายระยะเวลาปิดจบหนี้จาก 5 ปีเป็น 7 ปี เริ่ม 1 มกราคม 68)
กรณีลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน ที่เป็น NPL ค้างชำระมากกว่า 120 วัน ยอดหนี้ไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถขอเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ โดยลูกหนี้จะได้รับข้อเสนอ ปรับโครงสร้างหนี้ในการรวมหนี้เสียจากทุกเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมโครงการไว้ที่เดียวผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3-5% ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระเดิมก่อนเข้าโครงการ เจ้าหนี้จะยกให้เมื่อลูกหนี้ชำระได้ครบถ้วนตามสัญญา
ถาม-ลูกหนี้ที่ลงทะเบียนผ่านระบบของ ธปท.ต้องยืนยันตัวตนผ่านทาง ThaiD หรือไม่
ตอบ-ต้องยืนยันตัวตนก่อนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และลูกหนี้ที่กู้ร่วมเพียงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ลงทะเบียน (ไม่ต้องลงทุกคน)
ถาม-ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหนี้ภายในกี่วันหลังลงทะเบียนสำเร็จ
ตอบ-กรณีที่ลูกหนี้ลงทะเบียนก่อนวันที่ 2 มกราคม 2568 สถาบันการเงินจะทยอยติดต่อลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.68 เป็นต้นไป และหากลงทะเบียนหลังวันที่ 2 ม.ค.68 สถาบันการเงินจะติดต่อลูกหนี้กลับภายใน 10 วันทำการหลังลงทะเบียนสำเร็จ
ถาม-กรณีลูกหนี้ลงทะเบียนผ่านระบบในเว็บไซต์ของ ธปท.และตรวจสอบสถานะแล้ว ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือถูกเจ้าหนี้ปฏิเสธต้องทำอย่างไร
ตอบ-ลูกหนี้สามารถกดปุ่ม reject ในระบบเพื่อปฏิเสธผลการพิจารณาได้ โดยเรื่องจะถูกส่งกลับให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้พิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยลูกหนี้สามารถปฏิเสธผลการพิจารณาได้ 2 ครั้ง

