หน้าแรก เศรษฐกิจ เชื่อมั่นพ.ย....

เชื่อมั่นพ.ย. วูบ 7 เดือนต่อเนื่อง หวั่นการเมืองไร้เสถียรภาพ หอค้าชี้ คุณสู้ เราช่วย ปั๊มเงินเข้าระบบ 1 แสนล.

12.12.24 | 15:41 น.

เชื่อมั่นพ.ย. วูบ 7 เดือนต่อเนื่อง เหนือ-อีสาน หวั่นการเมืองไร้เสถียรภาพ หอค้าชี้ คุณสู้ เราช่วย ปั้มเงินเข้าระบบ 1 แสนล.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่สำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน จำนวนตัวอย่าง 369 ราย อยู่ที่ระดับ 45.7 ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 7 ต่อเนื่อง สะท้อนถึงสัญญาบางส่วนที่การฟื้นตัวและการปรับลดลงในแต่ละภูมิภาคไม่เท่ากัน ภาคกลางและภาคอีสาน มีความกังวลสถานการณ์ด้านการเมืองที่ไม่นิ่ง มีคำว่ารัฐประหารออกมา ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ภาคธุรกิจจึงมีความกังวล รวมถึงฝั่งดีมานด์ ที่มองว่ากำลังซื้อยังไม่มี และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน

“ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนถึงมุมมองของผู้ประกอบการมองว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่มาก จึงไม่กล้าลงทุนเพิ่ม และไม่จ้างงานเพิ่มมากนัก แม้ยังมีความหวังในอนาคตที่มองว่าน่าจะดีขึ้น เพราะดัชนีอยู่ที่ 51.8 โดยภาคที่ความเชื่อมั่นแย่ลงและยังไม่ฟื้นตัวคือ การจ้างงาน เอกชนยังลังเลในสถานการณ์เศรษฐกิจ จึงจ้างงานไม่เยอะ ประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่คล่องตัว เพราะรายได้จากการทำงานมีไม่มาก การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หากอยู่ที่ระดับ 400 บาท จะกลายเป็นประเด็นทำให้ธุรกิจต้องทำตัวในเรื่องการจ้างงานมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ถือว่าโดดเด่นมากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,242 ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 56.9 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน 40.4 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต 64.9 ถือเป็นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 9 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยผ่อนคลายให้สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นและการท่องเที่ยวในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ระดับ 50.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 54.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 66.1 ถือเป็นการปรับขึ้นทุกรายการหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า

Advertisement

“ความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงคนเริ่มรู้สึกว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดได้แล้วในมุมมองของประชาชน แต่การผ่านจุดต่ำสุดไม่ได้เป็นจุดที่ดี เพราะเราประเมินในแนวโน้มการปรับเปลี่ยนและดูจุดที่อยู่ ซึ่งแนวโน้มการปรับเปลี่ยนมองว่าไม่น่าจะทรุดตัวลงมากกว่านี้ หากไม่มีปัจจัยเข้ามากดดันเพิ่มเติม โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังห่างจากค่ากลางเยอะมาก จึงสรุปได้ว่า ประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย ไม่เชื่อมั่นระบบเศรษฐกิจ และรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดี แต่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ทำให้เริ่มเห็นบรรยากาศการใช้จ่ายมากขึ้นในรอบ 9 เดือน โดยเฉพาะการซื้อรถซื้อบ้าน เป็นสัญญาณให้เห็นถึงไตรมาส 1/2568 ปีใหม่นี้น่าจะเห็นการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจะมีการแจกเงิน 1 หมื่นบาทให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านการพักชำระดอกเบี้ย หรือโครงการคุณสู้ เราช่วย การแก้ไขหนี้ของรัฐบาล คาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลงกว่า 80,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนจะสามารถประหยัดเม็ดเงินไปได้ ผ่านการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ลดการส่งเงินต้น แบ่งการหักเงินต้น 50% ในปีแรก 70% ปีที่ 2 และ 90% ในปีที่ 3 ทำให้หนี้ส่วนเงินต้นถูกตัดได้เลย หนี้คงค้างจึงหมดเร็วขึ้น ภายใต้เงื่อนไขไม่ก่อหนี้ใหม่ ผู้กู้ประมาณ 2 ล้านราย วงเงิน 9 แสนล้านบาท น่าจะทำให้หนี้คงค้างลดลง เพราะเป็นการตัดเงินต้นไปเรื่อยๆ หนี้ครัวเรือนจึงจะลดลงมากขึ้น สามารถนำเงินมาเสริมสภาพคล่องและใช้จ่ายมากขึ้นได้ ส่วนของธนาคารพาณิชย์ จากที่ต้องตั้งสำรองหนี้เสีย สามารถนำกลับมาบันทึกเป็นรายได้ใหม่ได้ เพราะมีการจ่ายเงินต้นอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนที่เหลือนำมาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นในกรอบที่เหมาะสม ธนาคารมั่นใจธุรกิจน่าจะทำกำไรจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น การปล่อยสินเชื่อจะเริ่มกลับมาขยายตัวใกล้เคียงปกติได้ ซึ่งถือว่าดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้หนี้ต่อจีดีพีที่อยู่ระดับ 89% ต่อจีดีพี ลดลงมาที่ 87% ได้

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การพักหนี้สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ผู้ที่เป็นหนี้จะสามารถทำกิจกรรมต่อเนื่องได้ แต่เมื่อมีการพักหนี้รัฐบาลต้องหามาตรการอื่นเสริม ในการทำให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจ หรือมีรายได้เดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงการพักหนี้อย่างเดียวเท่านั้น โดยต้นทุนของรัฐบาลจะลดการส่งเม็ดเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ประมาณ 39,000 ล้านบาท รวมต้นทุนของธนาคารแห่งรัฐที่ลดการนำเงินเข้าไปประมาณ 39,000 ล้านบาท เช่นกัน โดยเม็ดเงิน 80,000-100,000 ล้านบาทของตัวดอกเบี้ยที่ประชาชนไม่ต้องส่ง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.5-0.7% โดยปี 2568 มองเศรษฐกิจขยายตัว 3% เพราะหากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำเทรดวอร์ เพิ่มภาษีสินค้านำเข้า 10% จะทำให้เงินหายออกจากระบบเศรษฐกิจไทย 1.6 แสนล้านบาท