หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอค้าฯ ชี้แ...

ม.หอค้าฯ ชี้แพคเกจ แก้หนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ปั๊มเงินในระบบ1แสนล. เสริมสภาพคล่อง-ใช้จ่ายมากขึ้น

13.12.24 | 06:35 น.
แก้หนี้

ม.หอค้าฯชี้แพคเกจ แก้หนี้”คุณสู้ เราช่วย”ปั๊มเงินในระบบ1แสนล. เสริมสภาพคล่อง-ใช้จ่ายมากขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่สำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน จำนวนตัวอย่าง 369 ราย อยู่ที่ระดับ 45.7 ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 7 ต่อเนื่อง สะท้อนถึงสัญญาบางส่วนที่การฟื้นตัวและการปรับลดลงในแต่ละภูมิภาคไม่เท่ากัน ภาคกลางและภาคอีสาน มีความกังวลสถานการณ์ด้านการเมืองที่ไม่นิ่ง มีคำว่ารัฐประหารออกมา ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ภาคธุรกิจจึงมีความกังวล รวมถึงฝั่งดีมานด์ ที่มองว่ากำลังซื้อยังไม่มี และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน

“มุมมองของผู้ประกอบการมองว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่มาก จึงไม่กล้าลงทุนเพิ่ม และไม่จ้างงานเพิ่มมากนัก แม้ยังมีความหวังในอนาคตที่มองว่าน่าจะดีขึ้น โดยภาคที่ความเชื่อมั่นแย่ลงและยังไม่ฟื้นตัวคือ การจ้างงาน เอกชนยังลังเลในสถานการณ์เศรษฐกิจ จึงจ้างงานไม่เยอะ ประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่คล่องตัว เพราะรายได้จากการทำงานมีไม่มาก การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หากอยู่ที่ระดับ 400 บาท จะกลายเป็นประเด็นทำให้ธุรกิจต้องทำตัวในเรื่องการจ้างงานมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ถือว่าโดดเด่นมากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านการพักชำระดอกเบี้ยหรือโครงการคุณสู้ เราช่วย การแก้ไขหนี้ของรัฐบาล คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลงกว่า 80,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนจะสามารถประหยัดเม็ดเงินไปได้ ผ่านการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ลดการส่งเงินต้น แบ่งการหักเงินต้น 50% ในปีแรก 70% ปีที่ 2 และ 90% ในปีที่ 3 ทำให้หนี้ส่วนเงินต้นถูกตัดได้เลย หนี้คงค้างจึงหมดเร็วขึ้น ภายใต้เงื่อนไขไม่ก่อหนี้ใหม่ ผู้กู้ประมาณ 2 ล้านราย วงเงิน 9 แสนล้านบาท น่าจะทำให้หนี้คงค้างลดลง เพราะเป็นการตัดเงินต้นไปเรื่อยๆ หนี้ครัวเรือนจึงจะลดลงมากขึ้น สามารถนำเงินมาเสริมสภาพคล่องและใช้จ่ายมากขึ้นได้ ส่วนของธนาคารพาณิชย์ จากที่ต้องตั้งสำรองหนี้เสีย สามารถนำกลับมาบันทึกเป็นรายได้ใหม่ได้ เพราะมีการจ่ายเงินต้นอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนที่เหลือนำมาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นในกรอบที่เหมาะสม ธนาคารมั่นใจธุรกิจน่าจะทำกำไรจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น การปล่อยสินเชื่อจะเริ่มกลับมาขยายตัวใกล้เคียงปกติได้ ซึ่งถือว่าดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้หนี้ต่อจีดีพีที่อยู่ระดับ 89% ต่อจีดีพี ลดลงมาที่ 87% ได้