ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มปี 68 มูลค่าแตะ 6.5 แสนล้าน หวั่นทุนต่างชาติดันแข่งขันสูง
นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มในปี 2568 คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังเติบโต การขยายสาขาของผู้ประกอบการไปยังภูมิภาค รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ความต้องการอาหารและเครื่องดื่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนการเติบโตของตลาด โดยการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้การที่ประเทศไทยมีร้านอาหารอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้านอาหาร จึงพบว่า ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มของนักท่องเที่ยวมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของการใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด
นางสาววาริธร กล่าวว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านอาหาร รวมร้านอาหารประเภทร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ร้านอาหารที่ให้บริการจำกัด และร้านอาหารข้างทาง หรือสตรีทฟู้ดที่มีหน้าร้าน คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 572,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 4.8% เทียบกับปี 2567 โดยพบว่ากลุ่มร้านอาหารสตรีทฟู้ด มีอัตราการเติบโตดีกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากได้รับความนิยมจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนบตลาดร้านเครื่องดื่ม รวมร้านเบเกอรี่และไอศกรีม ในปี 2568 คาดมูลค่ารวมอยู่ประมาณ 85,320 ล้านบาท เติบโต 3.2% โดยการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากการขยายสาขาของผู้ประกอบการ ทั้งยังมีเทรนด์เครื่องดื่มและเบเกอรี่ใหม่ๆ จากต่างประเทศ ที่เข้ามาทำตลาด มีส่วนกระตุ้นความต้องการบริโภคเครื่องดื่มและเบเกอรี่มากขึ้น ซึ่งการเติบโตของมูลค่าตลาดยังเป็นผลมาจากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะแนวโน้มต้นทุนทางธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงงการขยายสาขาของผู้ประกอบการและกลยุทธ์การตลาดกระตุ้นให้รายได้ต่อครั้งการสั่งอาหารเพิ่มขึ้น
“ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นธุรกิจบริการที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยมูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในร้านอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 6 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ในตลาดมีร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนประมาณ 7 แสนร้าน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรายได้จากร้านอาหารและเครื่องดื่มสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จนถึงผู้ประกอบขนาดเล็กที่มีรายได้หลักแสนบาทต่อปี และมีผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องมากมาย ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตร วัตถุดิบเครื่องปรุงอาหารในประเทศและนำเข้า ร้านค้าปลีกและส่ง มีบทบาทสำคัญในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งนั้น” นางสาววาริธร กล่าว
นายอนันตพร ลาภสักการ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มองไปข้างหน้า การดำเนินธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มยังมีปัจจัยท้าทายรออยู่ อาทิ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อภาวะการมีงานทำ กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นไม่เต็มที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นได้อีก โดยเฉพาะต้นทุนแรงงาน และวัตถุดิบอาหาร ขณะที่โจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศที่มีการแข่งขันรุนแรงในทุกระดับราคาและประเภทของอาหารอยู่แล้วด้วย
“การแข่งขันในธุรกิจอาหารรวมเครื่องดื่ม ยังมาจากการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจมากขึ้น สะท้อนจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า มูลค่าทุนจดทะเบียนร้านอาหารและเครื่องดื่มจำแนกตามสัญชาติ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2567 กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มจากจีน มีมูลค่าการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น และแนวโน้มการเข้ามาลงทุนน่าจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรง จึงเกิดการหมุนเวียนเปิดและปิดกิจการของผู้ประกอบการใหม่และเก่าเป็นจำนวนไม่น้อย โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 ร้านอาหารมีการจดทะเบียนยกเลิกธุรกิจสูงถึง 89% ขณะที่การเปิดตัวใหม่ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566” นายอนันตพร กล่าว

