การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หลายประเทศหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาใช้เป็นมาตรการทางการค้าและที่จะมีบทบาทมากขึ้น คือกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ทยอยประกาศบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอน ก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) มาใช้กับประเทศคู่ค้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ก่อนทำการเรียกเก็บค่า Certification of CBAM จากผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนสูง นับตั้งแต่ในปี 2569 เป็นต้นไป
และจากนี้การออกกฎระเบียบในลักษณะเดียวกันนี้ จะตามมาอีกหลายประเทศ
ดังนั้น องค์กรต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนตามเกมทางการค้าต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นและรองรับสถานการณ์ในอนาคต ซึ่ง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในฐานะเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ก็ให้ความสำคัญในเรื่องเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกับส่งเสริมคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ให้มีความรู้และขีดความสามารถในการดำเนินงานและพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างโอกาสและแต้มต่อทางการค้าจากความยั่งยืน

หนึ่งในโครงการ คือ กลยุทธ์ CPF Net-Zero ซึ่งซีพีเอฟมีการดำเนินนโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net-Zero ปี 2593 จากปัจจุบันซีพีเอฟมีการปลดก๊าซเรือนกระจกมาจากสโคป 3 สัดส่วน 92.4% โดยในจำนวนนี้ 60% มาจากวัตถุดิบการเกษตร โดยกลยุทธ์ CPF Net-Zero ขับเคลื่อน 4 Intelligences ประกอบด้วย
C-Carbon reduction from Sustainable sourcing โดยใช้การจัดหาวัตถุดิบอัจฉริยะ (Intelligent Sourcing) ทั้งระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของวัตถุดิบเพื่อความยั่งยืน และการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า
P-Power re-circular โดยใช้การปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation) ทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน ทั้งไฟฟ้าจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์และการใช้พาหนะขนส่งไฟฟ้า
F-Future Generation โดยใช้ข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligent Data) เช่น การพัฒนาระบบ Net Zero at Oneclick เชื่อมโยงกับการปฏิบัติการอัจฉริยะทั้งระบบการผลิตอัจฉริยะ และอาคารอัจฉริยะ และสุดท้ายคือ เรื่อง การสื่อสารอัจฉริยะ (Intelligent Communication) เพื่อสื่อสารไปยังพนักงาน ลูกค้าและผู้บริโภค เครือข่ายพันธมิตรและคู่ค้า

สิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและกำกับดูแลการบริหารความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ซีพีเอฟ เล่าว่า
“ตลอดปี 2567 ซีพีเอฟจัดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ เพื่อยกระดับการดำเนินงานของคู่ค้าธุรกิจให้สอดรับกับเมกะเทรนด์ โดยล่าสุดจัดงานสัมมนา CPF CAPACITY BUILDING FOR PARTNERSHIP 2024 ร่วมคิด ร่วมสร้าง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และผู้ประกอบการ SME เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการบริการจัดการน้ำ ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ Growing Together with Low-carbon Products…ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืนด้วยผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างขีดความสามารถให้คู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟ ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า PARTNER TO GROW…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน ให้คู่ค้าธุรกิจมีความรู้และเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”
ปัจจุบันความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับเป็นเรื่องสำคัญ ซีพีเอฟจัดกิจกรรม CPF Capacity Building For Partnership 2024 ภายใต้แนวคิดร่วมคิดร่วมสร้าง สู่การเติบโตที่ยั่งยืน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการแบ่งปันแนวคิด แนวทาง และประสบการณ์ที่จะช่วยจุดประกายและยกระดับการดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อม รับมือกับความท้าทายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกันกับสังคม สู่ความยั่งยืนให้คู่ค้าธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ

ธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุด สายงานจัดซื้อกลาง ซีพีเอฟ กล่าวเสริมว่า บริษัทมั่นใจว่าโครงการ CPF Partner To Grow Program จะเสริมสร้างศักยภาพและสนับสนุนคู่ค้าธุรกิจมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ตามเป้าหมายภายในปี 2593
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโครงการ CPF Partner To Grow Program ในปี 2567 จากจำนวนคู่ค้าที่อยู่ในโครงการทั้งหมด 5,500 ราย โดยมี 2,700 รายเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ (Impact to business) ที่บริษัทร่วมกับคู่ค้ามีการประเมินผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาส ส่วนที่เหลือประเมินเป็นรายปี สำหรับในปี 2567 นี้ บริษัทดำเนินกิจกรรมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้คู่ค้าธุรกิจ หลายกิจกรรม อาทิ การบริหารจัดการต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน การสร้างเสริมความรู้ทักษะในการพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนและดูแลสิ่งแวดล้อม (SMEx) รวม 400 ราย และสามารถสร้างผลดีต่อธุรกิจได้ (Impact to business) 2,700 ราย นำมา
ประเมินผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาส ส่วนที่เหลือเป็นคู่ค้าทั่วไปประเมินเป็นรายปี สำหรับจำนวนคู่ค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้คู่ค้าธุรกิจ ประกอบด้วย Value Chain Cost Optimization จำนวน 120 ราย growing together with low-carbon จำนวน 57 ราย Quality Day Together จำนวน 80 ราย และ Innovation (SMEx) จำนวน 114 ราย
“เราเชื่อมั่นว่า กิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้าธุรกิจ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ปรับปรุงกระบวนการผลิตสู่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน รวมทั้งการพัฒนากระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสะท้อนความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกร่วมกับคู่ค้าธุรกิจเพื่อเติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน สามารถส่งมอบสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ ตอบโจทย์กระแสความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้” ธิดารัตน์กล่าว
ประโยชน์หลักจากการเตรียมความพร้อมนี้ ไม่เพียงทำให้เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ซีพีเอฟส่งมอบให้กับคู่ค้าและลูกค้าทั่วโลก ซึ่งซีพีเอฟทราบดีว่าลูกค้าต้องการอะไร เราจึงอยากจะสื่อสารให้คู่ค้าเราทราบด้วย เพราะเราเชื่อว่าห่วงโซ่มูลค่าแห่งความยั่งยืน ทำให้ธุรกิจและคู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน

รักชนก ผลห้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีด้า เทค จำกัด บริษัทด้านโลจิสติกส์ กล่าวว่า
“บริษัทของเป็นซัพพลายเออร์ให้กับซีพีเอฟมาร่วม 17 ปี ที่ผ่านมาซีพีเอฟให้ความสำคัญกับคู่ค้าอย่างมาก โดยเห็นว่าช่วง 5 ปี หลังโควิด ซีพีเอฟนำร่องนำโครงการช่วยซัพพลายเออร์ ลักษณะเหมือนโค้ชชิ่ง เพื่อให้เราเข้าถึงกฎเกณฑ์ต่างในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โครงการนี้ช่วยลดเวลา และลดปัญหาการรับมอบสินค้า ลดการรีเจ็กต์สินค้า ก็จะเป็นประโยชน์กับเราและซีพีเอฟด้วย ผู้ประกอบการหลายรายที่เข้าร่วมโครงการตระหนักดีว่าเมื่อกฎหมายยุโรปเปลี่ยน เราต้องปรับตัว เพราะเราเป็นห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ ทุกอย่างที่ซีพีเอฟนำมาแลกเปลี่ยน ช่วยทำให้ต้นทุนระยะเวลาตรวจสอบลดลง และที่สำคัญเรามองว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน ใช้อากาศ ใช้ออกซิเจนและใช้บรรยากาศโลกด้วยกัน ฉะนั้น ถ้าเราไม่ตระหนักถึงการรักษาบรรยากาศโลกให้ดี ก็จะมีผลกระทบกลับมาทุกคนไม่ว่าจะเป็นรุ่นเราหรือรุ่นลูกหลานในอนาคตด้วย แนวคิดในการปรับองค์กรเพื่อจะพัฒนาองค์กรไปสู่อนาคตจากการเข้าร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ ทำให้เราสามารถวางแผนในปัจจุบันเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต เช่น การเราจะทำเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อธุรกิจเรา เราเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ การเตรียมพร้อมเรื่องนี้ก็มีผลต่อธุรกิจของเราทั้งสอง และมีผลต่อสังคมด้วย”
รักชนกยกตัวอย่างสิ่งที่ปรับตัว คือ เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์บนอาคารสำนักงาน เพื่อนำไฟมาใช้ในองค์กร ช่วยลดค่าไฟฟ้า และมีการลดการใช้ โดยการนำน้ำที่ใช้แล้วมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ในส่วนอื่น เช่น การนำมารดน้ำต้นไม้ และเตรียมตัวกรองก่อนที่จะปล่อยน้ำเสียออกสู่สาธารณะ ส่วนในอนาคตบริษัทของเรามีนโยบายจะเปลี่ยนรถขนส่งจากรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันเป็นรถไฟฟ้าแทน

ภานุวัฒน์ ยีหวังเจริญ ผู้จัดการแผนกพัฒนาระบบงานและบริหารระบบคุณภาพ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชยี่ห้อกุ๊ก กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทใช้วัตถุดิบเมล็ดถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศ ฉะนั้น เพื่อให้ตอบโจทย์ทางซีพีเอฟ เรามุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำเข้าจากบราซิลและสหรัฐ โดยเราจะหาแหล่งเพาะปลูกที่ไม่บุกรุกทำลายป่า โดยมีการบริหารจัดการ โดยที่เราจะไปดูแหล่งปลูก และมีใบรับรองครบถ้วนทุกล็อต เพื่อให้คู่ค้าเกิดความมั่นใจว่าวัตถุดิบมีคุณภาพ
“กุ๊กมีการจัดทำการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO) และการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ลงลึกถึงผลิตภัณฑ์ (CFP) ว่าเราเป็นคู่ค้าที่ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อที่จะดำเนินการไปด้วยกันอย่างครบวงจร ทั้งยังมีการวางแผนกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเตาเป็นไบโอแมส โดยใช้กะลาปาล์ม ไม้สัก มาผลิตไอน้ำ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของซีพีเอฟ ทั้งยังมีการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำน้ำมารีไซเคิลในกระบวนการผลิตให้ครบ 100% ติดตั้งโซลาร์รูฟนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในโรงงาน ลดค่าใช้จ่าย”

นิติธร กรณ์ใหม่ ผู้จัดการฝ่ายขายอาหารสัตว์ บริษัท ไทยร่วมใจน้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า ซีพีเอฟ ถือว่าเป็นพี่ใหญ่เป็นผู้นำที่จะให้ความรู้ต่างๆ ให้ซัพพลายเออร์ได้รับทราบถึงแนวทางการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดในภาวะที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาการ บริษัทมีโครงการที่สอดคล้องกัน และจะนำข้อมูลจากเวิร์กช็อปนี้ไปสื่อสารกับฝ่ายที่ดูแลด้านความยั่งยืน เพื่อวางแผนการปรับเปลี่ยนในอนาคต โดยขณะนี้โรงงานเราได้มีการจัดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการขอให้ซัพพลายเออร์ลดการติดเครื่องระหว่างรอลงสินค้า และยังมีอีกหลายโครงการที่เรากำลังทำอยู่ เป็นต้น
“จากวันที่เริ่มดำเนินการถึงวันนี้ ซีพีเอฟกางผลว่าดำเนินโครงการ SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก ร่วมกับคู่ค้านับสิบโครงการนั้น ได้ช่วยลดความสูญเสียจากขยะอาหาร เช่น กระบวนการลดความสูญเสียจากการล้างผักชี ช่วยเพิ่มยอดขายได้ 400,000 บาทต่อปี และช่วยลดการปล่อย GHG ได้ 12,650 ตันคาร์บอน โครงการเพิ่มยีลด์การคั้นน้ำมะนาว ช่วยเพิ่มยอดขายได้ 1.9 ล้านบาทต่อปีลดการปล่อย GHG ได้ 98,670 ตันคาร์บอน เป็นต้น” ประธานซีพีเอฟกล่าวไว้ตอนท้าย
นี่คืออีกต้นแบบในฐานะพี่ใหญ่แห่งวงการอาหาร นำพาน้องคนตัวเล็ก ให้สามารถก้าวต่อไปในห้วงของการเปลี่ยนผ่านสภาพภูมิอากาศไปพร้อมๆ กัน

