นับถอยหลังเหลืออีกไม่กี่วันจะผ่านพ้นปี 2567 เรียกว่าเป็นปีที่ “ยากลำบาก” สำหรับภาคธุรกิจกับการฟันฝ่ามรสุมรุมเร้าทั้งภายในและภายนอก
หลังมีเสียง “บิ๊กธุรกิจ” ที่สะท้อนออกมาว่า “เหนื่อยและซึม” ขณะที่ปี 2568 บรรยากาศก็ไม่ต่างกัน “ยังคงเหนื่อยเหมือนเดิม”
แต่ภายใต้ “ความเหนื่อยล้า” ก็มีความคาดหวังว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2568” น่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ถ้าหาก “รัฐบาลแพทองธาร” สามารถผลักดันโครงการได้สำเร็จ จากแคมเปญ “ปี 2568 โอกาสไทยทำได้จริง” ที่ประกาศออกมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา
⦁ปี’68 กดปุ่มนโยบายเรือธงปั๊ม ศก.
โดยปักหมุด 5 นโยบาย “ล้างหนี้ประชาชน-บ้านเพื่อคนไทย-ทุนการศึกษา-รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย-ดิจิทัลวอลเล็ต” เป็นเรือธงเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้า พร้อมประทับตราทุกโครงการ “เป็นโอกาสของประเทศไทย ที่จับต้องได้ ทำได้จริง”
เริ่มจากนโยบายแก้หนี้ครัวเรือน โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ผ่าน 2 มาตรการ คือ “จ่ายตรง คงทรัพย์” สำหรับหนี้ค้างชำระเกิน30 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี มีสถานะหนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท สินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 8 แสนบาท สินเชื่อรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ด้วยการลดค่างวดให้ 3 ปี โดยปีแรก 50% ปีที่สอง 70% และปีที่สาม 90% นำค่างวดทั้งหมดตัดเงินต้นและจะยกเว้นดอกเบี้ยให้ หากทำตามเงื่อนไขได้ตลอดมาตรการ และมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ช่วยกลุ่มหนี้เสียรายย่อยไม่เกิน 5,000 บาท ไม่จำกัดสินเชื่อ โดยเป็นหนี้เสียเกิน 90 วัน ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 คาดมีลูกหนี้แบงก์พาณิชย์ แบงก์รัฐ หรือนอนแบงก์ เข้าข่าย 3.4 แสนบัญชี และวงเงินรวม 1,000 ล้านบาท
โดยโครงการนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคาร จะลดการส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูลง 0.23% เป็นเงินกว่า 39,000 ล้านบาทต่อปี และแบงก์พาณิชย์เติมให้อีก 39,000 ล้านบาท รวมเป็น78,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพักดอกเบี้ย 3 ปีให้ลูกหนี้ และจะเริ่มคิกออฟภายในต้นปี 2568 ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ล่าสุดมีลูกหนี้สนใจลงทะเบียนอย่างคึกคัก
นโยบายต่อมา “บ้านเพื่อคนไทย” หรือบ้านหลังแรกสำหรับผู้อยากมีบ้านโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนหรือผู้เรียนจบใหม่ จะนำร่องบนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ในทำเลใกล้เมือง รถไฟฟ้า พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมพร้อมเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เริ่มต้น 30 ตร.ม.ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท ระยะเวลา 30 ปี และให้สิทธิอยู่อาศัย 99 ปี
ล่าสุดกระทรวงคมนาคมในฐานะเจ้าภาพโครงการ ได้เปิดโมเดลและพิกัดออกมาแล้ว ก่อนจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจชมห้องตัวอย่างในวันที่ 20 มกราคม 2568 โดยมี 4 ทำเลนำร่อง ในรัศมีไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ได้แก่ บางซื่อย่าน กม.11 เชียงราก ธนบุรี และเชียงใหม่
รูปแบบเป็นคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ประเดิมย่าน กม.11 บนที่ดินกว่า 15 ไร่ ขึ้นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 1,232 ยูนิต มีห้องขนาด 30 ตร.ม. ขนาด 40 ตร.ม. ขนาด 45 ตร.ม.และขนาด 50 ตร.ม. ส่วนบ้านเดี่ยวชั้นเดียวมีขนาด 50 ตร.ว. เตรียมเดินหน้าที่เชียงใหม่ บนเนื้อที่ 7 ไร่ จำนวน 35 หลัง
ต่อด้วยนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” เป็นการเดินหน้าต่อจากปี 2567 ที่กระทรวงคมนาคมได้กดปุ่มสายสีแดงและสายสีม่วงไปแล้ว ล่าสุด “รัฐบาลแพทองธาร” ปักธงเดือนกันยายนปี 2568 จะได้นั่งรถไฟฟ้าราคาเดียว 20 บาท ครบทุกสายทุกสี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
อีกนโยบายไฮไลต์ “เงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจระยะที่ 2” รัฐบาลกางไทม์ไลน์ชัดเจน เงินสดจะถึงมือผู้สูงอายุ 4 ล้านราย ไม่เกินตรุษจีนนี้จากนั้นลุยระยะที่ 3 สำหรับบุคคลทั่วไปต่อทันที ส่วนจะแจกวันไหน ต้องรอลุ้นอีกที โดยนโยบายนี้รัฐบาลตั้งเป้าไม่ใช่แค่ให้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วจบ แต่จะยกระดับให้ไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล
จากเค้าโครงนโยบาย มีเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่มอง “เป็นโครงการที่ดี” แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ระยะสั้น ถ้าหากสามารถวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนน่าจะดีมากยิ่งขึ้น
⦁กดไลค์ผ่อนบ้าน 4 พัน-ตั๋ว 20 บาท
สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สะท้อนมีหลายโครงการที่ดี ทั้งการแก้หนี้ที่ออกมา 2 มาตรการ คือ จ่ายตรง คงทรัพย์พักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น และจ่าย ปิด จบ เพราะคล้ายกับการนิรโทษกรรมให้คนเป็นหนี้เสียหรือใกล้เสียให้กลับมาเป็นหนี้ดี ไม่ให้รถ บ้าน โรงงานถูกยึด ยังกู้เงินก้อนใหม่ได้หลังผ่านไปแล้ว 1 ปีโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ส่วนบ้าน รถ เป็นหลักประกันความมั่นคงของการอยู่อาศัย ทำงาน เกิดเศรษฐกิจใหม่เพราะเมื่อหนี้ลดลงจะส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เกิดกำลังซื้อใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย ส่วนบ้านเพื่อคนไทย และรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะช่วยผู้มีรายได้น้อยมีบ้านได้ง่าย และลดภาระค่าเดินทาง
แม้จะเห็นด้วยหลายโครงการ แต่ “สุนทร” ยังมีข้อสังเกตว่า ควรใช้ช่วงเวลาที่รัฐบาลมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มนโยบายระดับยุทธศาสตร์ เช่น วางยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ประชาชาติในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วยการศึกษา อัพสกิลคนและลงทุนอินฟราสตรัคเจอร์ของประเทศในระดับภูมิภาคมากขึ้น
รวมถึงต้องจัดสรรงบประมาณรองรับการพัฒนาในระยะยาว ปรับโครงสร้างภาษีลดความเหลื่อมล้ำ มากกว่าจัดโครงการกระตุ้นระยะสั้น เช่น ปรับโครงสร้างภาษี work กับ wealth โดยเก็บรายได้จากการทำงานเสียภาษีต่ำกับรายได้จากความมั่งคั่งเสียภาษีสูง ส่วนการแก้ปัญหาเร่งด่วน นอกจากแก้หนี้ซึ่งมีทิศทางที่ดีแล้ว ต้องหาทางลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย อาทิ ปรับขึ้นค่าแรงพร้อมกัน 400 บาททั่วประเทศ ถือว่าดีแต่อยากให้ปรับตามทักษะฝีมือ เพื่อให้รายได้ตกอยู่กับแรงงานไทย รวมถึงให้แต่ละพื้นที่พิจารณาขึ้นตามความพร้อม ตามหลักของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ของแพง ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่กำลังจะฟื้นจะไปต่อไม่ไหว
⦁ทำได้‘สร้างโอกาส-ฟื้นเชื่อมั่น’
อิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดาพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มองว่า บ้านเพื่อคนไทยเป็นนโยบายที่ดี มีผลทางตรงต่อผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางหรือวัยเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีบ้านหลังแรกได้อยู่ใกล้เมืองและเชื่อว่าดำเนินการได้ เพราะพัฒนาบนที่ดินของ รฟท.ไม่มีต้นทุนราคาที่ดิน มีตัวแปรเฉพาะอัตราดอกเบี้ยและค่าก่อสร้าง ทั้งนี้ มองว่าหากจะพัฒนาโครงการต้องราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ 3-5% เพื่อผ่อนเดือนละ 4,000 บาท ส่วนผลทางอ้อมหนุนคนใช้ระบบรางและเกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ รฟท.มีรายได้ตามมา
ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นอีกเรื่องที่ดีมากๆ ไม่ใช่แค่ลดค่าเดินทางให้ภาคครัวเรือน ยังทำให้เกิดโหนดการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ในย่านชานเมืองและทำให้ต้นทุนที่อยู่อาศัยถูกลง คนซื้อบ้านหลังใหญ่ได้มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะหาที่ดินพัฒนาโครงการเป็นทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวในราคาไม่แพงได้ ซึ่งปัจจุบันรถไฟฟ้าขยายเส้นทางไปถึงชานเมืองแล้ว เช่น คูคต สมุทรปราการ
สำหรับการแก้หนี้เป็นครั้งแรกที่เคยมีเงื่อนไข “พักดอกเบี้ย 3 ปี” จ่ายเฉพาะเงินต้น เชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้ เพราะหากปล่อยให้หนี้เสียที่สะสมมานานดำเนินต่อไป ไม่ได้รับการแก้ไข จะฉุดระบบเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวช้า จึงต้องดับไฟก่อนจะลุกลามไปยังการตั้งสำรองของแบงก์ กำลังซื้อ
“ดูจากเค้าโครงนโยบายที่ออกมา ถ้าทำทุกอย่างได้ตามนี้ ถือว่าปี 2568 จะเป็นโอกาสของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนไทยและต่างชาติได้ เพราะนักลงทุนเมื่อเห็นกรอบเวลาชัดเจน จะเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น แม้บางนโยบายอาจจะยังไม่เกิดผลในเร็วๆ นี้ก็ตาม ดังนั้นจึงมองว่าเศรษฐกิจไทยจากปี 2567 ดูซึมๆ ในปี 2568 น่าจะเริ่มฟื้น” อิสระกล่าว
⦁ ‘มาม่า’หนุนแก้หนี้-จี้เคาะค่าแรง400
ด้าน พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” มองว่า มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นวิธีคิดที่ดีที่ให้พักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น เนื่องจากทำให้ลดเงินต้นได้และเป็นปัจจัยสำคัญในการลดหนี้ด้วย โดยแตกต่างจากเดิมที่จะพักเงินต้น แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม “พันธ์” ส่งสัญญาณถึงภาครัฐ อยากให้มีความชัดเจนในเรื่องของการเพิ่มรายได้ให้กับภาคแรงงาน ว่าสุดท้ายการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน จะปรับเท่ากันทั่วประเทศหรือเฉพาะบางพื้นที่และบางอาชีพ โดยผู้ประกอบการต้องการความชัดเจน ไม่ได้ต้องการความสับสน ขอให้มีข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อผู้ประกอบการจะได้มีเวลาในการปรับตัวและเตรียมความพร้อม
“ไม่ว่านโยบายจะออกมาอย่างไร ผู้ประกอบการก็พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายรัฐอยู่แล้ว ซึ่งรายใหญ่ไม่น่าห่วงเท่ากับผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจจะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากต้นทุนจะปรับเพิ่มขึ้นตามค่าแรงและอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าได้ ถามว่ามองเศรษฐกิจปีหน้าเป็นอย่างไร ยังคงเหนื่อยเหมือนเดิม” พันธ์กล่าว
⦁‘เครดิตบูโร’ชี้ลด NPL ได้จริง
เมื่อหนี้ครัวเรือนกลายเป็นปัญหาหนักอกของธุรกิจ แล้วมาตรการแก้หนี้ที่ออกมาจะได้ผลหรือไม่ สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ย้ำชัดมาตรการแก้หนี้ที่ออกมามีเงื่อนไขที่จูงใจและไม่เคยมีมาก่อน คาดว่าจะทำให้คนลงทะเบียนเข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น แต่ต้องรอดูผลวันปิดรับลงทะเบียนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นี้
“ครั้งนี้รัฐบาลจัดแบบแกรนด์เซลครั้งใหญ่ ทั้งพักดอกเบี้ย ลดค่างวดให้ ผลตามมาจะทำให้จำนวนหนี้เสียในระบบปี 2568 ปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน จากสิ้นปี 2567 นี้ที่คาดการณ์ว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท” สุรพลกล่าว
ตอกย้ำอีกเสียงจาก ปรีชา ศุภปีติพร นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ระบุว่า หลังมีมาตรการแก้หนี้ออกมา ทำให้แบงก์พาณิชย์ดึงหนี้บ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาท ที่กำลังจะขายต่อให้กับบริษัทบริหารหนี้เพื่อไปดำเนินการกลับไปพิจารณาใหม่เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนั้นจึงมองว่ามาตรการดังกล่าวจะลดซัพพลายบ้านมือสองในตลาดลงไปได้ และอาจจะทำให้ราคาขายปรับตัวสูงขึ้นจากก่อนหน้าที่ที่การซื้อขายทรัพย์จะมีอำนาจต่อรองเพื่อกดราคาให้ถูกลง
ทุกเสียงสะท้อนที่ออกมา ล้วนยกมือหนุนมากกว่าค้าน ส่วนจะผลิดอกออกผลได้มากน้อยขนาดไหน คงต้องลุ้นกันต่อปี 2568

