บิ๊กแสนสิริ เชียร์ แซนด์บ็อกซ์บิตคอยน์ภูเก็ต ระบุเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว หนุนบ้านเพื่อคนไทย รถไฟฟ้า 20 บาท
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอาจจะมอบกระทรวงการคลังไปศึกษาเพื่อรับบิตคอยน์ใช้แบบแซนด์บ็อกซ์ เช่น จ.ภูเก็ตว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากปัจจุบันมีหลายบริษัทที่มีการเทรดบิตคอยน์กันอยู่แล้ว ขณะที่ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ทั้งอยู่อาศัยและมาท่องเที่ยว โดยทั่วโลกได้มีการลงทุนบิตคอยน์กันจำนวนมาก และราคามีการปรับขึ้นสูงจากเมื่อปี 2566 ราคาอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อเหรียญ ล่าสุดอยู่ที่ 3.45 ล้านบาทต่อเหรียญแล้ว หากนำ
บิตคอยน์มาใช้จ่ายสินค้าและบริการผ่านแอพพ์ต่างๆได้ จะส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจและทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการต่อยอดการลงทุนและพัฒนาธุรกิจต่อไปได้
“ก่อนหน้านี้แสนสิริเคยจะนำคริปโท เคอร์เรนซี่หรือเงินสกุลดิจิทัลนำมาซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ โดยใช้ได้ 4 สกุล รวมถึงบิตคอยน์ด้วย แต่ขณะนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยห้ามใช้ เราจึงไม่ได้เดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีการประกาศว่าให้นำร่องใช้ได้ที่ภูเก็ต เป็นที่แรก เราก็พร้อมจะดำเนินการ ซึ่งแสนสิริมีโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านที่ภูเก็ตอยู่หลายโครงการด้วยกัน”นายอุทัยกล่าว
นายอุทัยกล่าวอีกว่า ด้วยเศรษฐกิจในปัจจุบันที่กำลังเริ่มฟื้นตัว อยากให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นด้านกำลังซื้อและเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวได้มากกว่า 3% ในปี 2568 ขณะเดียวกันอยากให้คณะกรรมการนโนบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีประชุมวันที่ 18 ธันวาคม 2567 นี้ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกอย่างน้อย 0.25% เหมือนครั้งที่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งการปรับลดอัตราดดอกเบี้ยจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการเงินของประชาชนและภาคธุรกิจลงได้
“นโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงออกมาถือว่ามีหลายโครงการที่ดี เช่น บ้านเพื่อคนไทยที่จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์และผ่อนเพียงเดือนละ 4,000 บาท ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ขณะที่มาตรการแก้หนี้ที่ประกาศออกมา พักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายแค่เงินต้น นอกจากจะลดภาระคนเป็นหนี้แล้ว ยังทำให้ธุรกิจรายย่อยหรือเอสเอ็มอีสามารถหาเงินทุนก้อนใหม่มาดำเนินธุรกิจต่อได้”นายอุทัยกล่าว

