หน้าแรก เศรษฐกิจ สศช. ชี้ศก.ไท...

สศช. ชี้ศก.ไทยปี 68 โตแตะ 2.9% ได้ ถือว่าดีมาก เหตุต้องเผชิญภาวะหนี้-ความไม่แน่นอน ‘ทรัมป์’

17.12.24 | 16:11 น.

ศุภวุฒิ ชี้ศก.ไทยปี 68 โตแตะ 2.9% ได้ ถือว่าดีมาก หลังต้องเผชิญภาวะหนี้-ความไม่แน่นอน ‘ทรัมป์’


นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายในงานเคทีซีเปิดเวทีเสวนา KTC FIT Talk 13 “โฟกัสเศรษฐกิจปี 2568 : โอกาสและความท้าทาย” ว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ปี 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะโตที่ 2.9% ซึ่งเศรษฐกิจมีความเสี่ยงขาลง (downside risk) อยู่มาก ทำให้การโตระดับ 2.9% อาจมีการโตที่ต่ำกว่าคาดไว้ได้ง่าย

โดยกรณีเลวร้ายที่ประเมินไว้ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก น่าจะโตไม่ได้ดีมากกว่าปี 2567 นี้ หรืออาจแย่กว่าด้วย โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ จะพ่วงความไม่แน่นอนเติมเข้าไปมากกว่าเดิม ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 โตได้ที่ 2.9% ก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนทั้งปี 2567 นี้ คาดเศรษฐกิจขยายตัว 2.7% โดยไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ถึง 4%

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มี 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่นโยบายการค้าจะออกมาในรูปแบบใดยังไม่มั่นใจ แต่จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยแน่นอนไม่มากก็น้อย เพราะนโยบายมีความชัดเจนว่า จะเพ่งเล็งประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสินค้ากับสหรัฐ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น และ 2.หลายประเทศเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง อาทิ ยุโรป จีน ที่จีนยังพยายามผลักดันในการขายสินค้าออกมาเรื่อยๆ เพราะตลาดในประเทศยังมีกำลังซื้อไม่มากนัก สะท้อนจากราคาสินค้าจีนที่มีการปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้คาดว่ารัฐบาลพยายามเตรียมพร้อมรับมืออยู่ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่าสหรัฐจะมาทิศทางใดจริงๆ โดยหากสรัฐหันมาจับตามองประเทศไทย ก็ต้องทำการเจรจาร่วมกัน ว่าจะสามารถปรับในเรื่องใดได้บ้าง อาทิ หากต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น อาจผลักดันให้ซื้อสินค้าของสหรัฐเพิ่มเติม

Advertisement

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ด้านการทำงานร่วมกันระหว่างนโยบายด้านการเงินและการคลังของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องยอมรับว่า รัฐบาลและธปท. มีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็เริ่มทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อาทิ โครงการแก้หนี้ คุณสู้ เราช่วย ที่ออกมา โดยหวังว่าจะสามารถปรับการทำงานร่วมกันได้ดีกว่าเดิม เพราะปี 2568 นโยบายการเงินและการคลังจะปรับบทบาทกัน อย่างปี 2567 นี้ นโยบายการคลังจะอยู่หน้า พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดถึงการควบคุมการขาดดุลงบประมาณแล้ว ทำให้นโยบายการคลังไม่ได้ออกมาอยู่หน้า ในครึ่งหลังปี 2568 หน้าที่การอยู่ข้างหน้าจะเป็น ธปท.มากขึ้น จากการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นโยบายการเงินจะมีความสำคัญมากขึ้นในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินนโยบายในอนาคต อาทิ การเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ มีกระบวนการของตัวเอง และรัฐบาลมีนโยบายอยู่แล้ว หากทำได้จะมีผลในครึ่งแรกของปี 2568 เป็นหลัก แต่ในระยะยาวจะต้องมีการปรับตัวอยู่ดี โดยเศรษฐกิจของไทย 50% เป็นการส่งออกสินค้า และอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้รวมกว่า 60% เป็นรายได้จากต่างชาติ ไทยจะฟื้นตัวได้ด้วยกำลังซื้อจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการช่วงชิงตลาดต่างประเทศเข้ามาได้ดีมากเท่าใด ส่วนนี้จะเป็นตัวบอกมากกว่าว่าเศรษฐกิจไทยจะโตอย่างไร ในที่สุดแรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการหารายได้ของบริษัท ส่วนนโยบายการแจกเงินดิจิทัล หากจะมีอีกก็คงเป็นเฟสสุดท้ายแล้ว อย่างไรก็ต้องเดินหน้าไปทำอย่างอื่นเพิ่มเติม

“ขณะนี้เรากำลังพูดถึงเศรษฐกิจปี 2568 จะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ เหมือนที่ไอเอ็มเอฟมองการลดดอกเบี้ยของ ธปท. 1 ครั้งถือเป็นการช่วยลดภาระลูกหนี้ และอยากให้ลดลงอีก เพราะประเมินว่าคงไม่ได้ทำให้ธนาคารปล่อยกู้มากขึ้น เนื่องจากอยู่ในภาวะระวังตัวอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่น่าจะพิจารณาในปีหน้าต่อเนื่องและทันท่วงที โดยระยะยาว ในที่สุดประเทศไทยจะต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อสามารถจ่ายหนี้ได้จริงๆ ถึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ได้จริง ไม่ใช่การเจรจากับสถาบันการเงินเท่านั้น” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปี 2568 มี 4 ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้คือ 1.การส่งออกสินค้า 2.
การท่องเที่ยวคงจะฟื้นตัวต่อไป จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับไปที่ 40 ล้านคน เทียบปี 2562 ก่อนโควิด แต่รายจ่ายต่อหัวจะยังต่ำกว่า 2.แรงกระตุ้นจากภาครัฐคงจะมีต่อเนื่องถึงกลางปี จากการแจกเงินก้อนสุดท้าย รวมถึการเร่งใช้งบลงทุน และ 4.นโยบายการเงิน ที่ตลาดคาดการณ์ว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งในปี 2568 เพราะเงินเฟ้อต่ำมาก ซึ่งหาก ธปท.ผ่อนคลายนโยบายการเงินเชื่องช้าเกินไป อาจทำให้กำลังซื้อในประเทศไม่แข็งแรงและเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีกได้

นายอภิเชษฐ์ เกียรติวรคุณ ผู้อำนวยการ – การเงิน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (เคทีซี) กล่าวว่า ภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม บริการสุขภาพที่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ และสถาบันการเงินที่มีการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่การผลิตโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

นายอภิเชษฐ์ กล่าวว่า ด้านอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคมีโอกาสเติบโตจากเศรษฐกิจที่จะเร่งตัวขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ซึ่งเอื้อให้สถาบันการเงินสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้มากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ความท้าทายสำคัญยังเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม รวมถึงการปรับตัวต่อกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นและการแข่งขันจากผู้ให้บริการเดิมและผู้เล่นใหม่ โดยเคทีซีพร้อมที่จะเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย