ความเชื่อมั่นภาคอุตฯรับอานิสงส์ปีใหม่ งานผลิตดิจิทัลโต 13,176% ส.อ.ท. เสนอ4เรื่องขับเคลื่อนธุรกิจ
นายอภิชิต ประสพรัตน์ พร้อมด้วย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,369 ราย ครอบคลุม 46 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่า ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 91.4 เพิ่มขึ้น จาก 89.1 ในเดือนตุลาคม 2567 เป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเดือนธันวาคม
ประกอบกับภาคการส่งออก ขยายตัวเร่งขึ้น 14.6% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวสูง ขณะที่ประเทศคู่ค้าเร่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องจักรและวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของสหรัฐในระยะต่อไป
โดยการอ่อนค่าของเงินบาท ยังส่งผลดีต่อภาคการส่งออก ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 พฤศจิกายน 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยแล้ว 31,313,787 คน ขยายตัว 28% สร้างรายได้ 1,466,408 ล้านบาท ประกอบกับเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้ภาครัฐและเอกชน จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในทุกภูมิภาค ส่งผลดีต่อการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ อีกปัจจัยส่งผล คือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น ช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 มีโครงการต่างชาติยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,449 โครงการ เพิ่ม 64% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มีมูลค่าการลงทุน 546,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ดิจิทัล มีมูลค่าลงทุน 90,262 ล้านบาท ขยายตัว 13,176% และงบประมาณภาครัฐ ปี 2568 เริ่มเบิกจ่ายแล้ว จะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
นายอภิชิตกล่าวว่า เฉพาะเดือนพฤศจิกายน มีปัจจัยลบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ กระทบต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ คาดมูลค่าความเสียหาย 1.4 พันล้านบาท ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.1% กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค ยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ 37,691 คัน หดตัว 36.08% ต่ำสุดในรอบ 54 เดือน เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ รวมถึง ยอดอนุมัติสินเชื่อ SMEs ในไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 6.47 แสนล้านบาท หดตัว 4.6% แสดงให้เห็นว่า เอสเอ็มอีรายย่อย เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อยลงจากช่วงก่อนหน้า และยังมีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในไทยมากขึ้น กดดันยอดขายสินค้าผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติก เคมีภัณฑ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลลดลง ทั้ง เศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท การเมืองในประเทศ 31.0% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนการคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 96.7 ลดลงจาก 98.4 เดือนตุลาคม 2567
“ผู้ประกอบคงห่วงกังวล คือ ความเสี่ยงเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศโดยเฉพาะเอสเอ็มอี นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ต่อวัน ความไม่แน่นอนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ อาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนและกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าโลก ส่วนปัจจัยสนับสนุน คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ แจกเงิน 10,000 บาทเฟส 2 เงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการแก้หนี้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 มาตรการตรึงราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2568 รวมถึงลดค่าไฟฟ้า 4.15 บาท ต่อหน่วย งวดมกราคม-เมษายน 2568” นายอภิชิตกล่าว
นายอภิชิตกล่าวต่อว่า ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้ 1.ขอให้ภาครัฐจัดตั้ง War room เพื่อเตรียมแนวทางรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐ เพื่อลดผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทย รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขยายตลาดในสหรัฐ 2.ขอให้ภาครัฐใช้กลไกการปรับขึ้นค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน (PAY BY SKILL) เพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
3.ขอให้ภาครัฐส่งเสริมหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน และส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของลูกหนี้ดีขึ้น 4.ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกลยุทธ์ในการเจาะตลาดต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้กลไกทูตพาณิชย์ในแต่ละประเทศเพื่อขยายโอกาสทางการค้า รวมถึงปรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ตลอดจนกำหนดตัวชี้วัดของโครงการโดยเน้นประสิทธิภาพในการเจาะตลาด

