เฉลียงไอเดีย : มิชชั่น‘AOTผนึกCAG’ ดันสนามบินสุวรรณภูมิขึ้นท็อป 20 โลก
ปี 2567 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) มีจำนวนผู้โดยสายและรายได้พุ่ง
หลังฝ่าวิกฤตโรคระบาด โควิด-19 ที่กระทบกับภาคการบินและการท่องเที่ยวไปได้
เพราะ ทอท.ได้การวางกลยุทธ์ ทั้งการดึงผู้โดยสารกลับมาใช้บริการท่าอากาศยานในเครือทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานเชียงราย
รวมถึงการตั้งเป้ามุ่งมั่นพัฒนาท่าอากาศยานไทยอย่างต่อเนื่อง ให้มีความทันสมัยและก้าวหน้าสู่การเป็นฮับการบินระดับโลก
โดยเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะผู้บริหารจากกระทรวงคมนาคม นำโดย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจาก ทอท. พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ถือโอกาสดีบินลัดฟ้าไปศึกษาเยี่ยมชมท่าอากาศยานชางงี ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็น 1 ในต้นแบบท่าอากาศยานระดับโลก ที่ทางรัฐบาลและ ทอท.นำมาเป็นต้นแบบการพัฒนาท่าอากาศยานไทย
พร้อมเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อประสานความร่วมมือกันระหว่าง นายยัม กุม เวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูงของท่าอากาศยานชางงีกรุ๊ป (Changi Airport Group (CAG)) เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานในเครือ
⦁รู้จัก สนามบิน ชางงี สิงคโปร์ ต้นแบบฮับการบินระดับโลก
ท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ เป็นสนามบินนานาชาติหลักของประเทศสิงคโปร์ และเป็นสนามบินหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครองใจผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องด้วยความทันสมัย สะอาด ปลอดภัย และความสวยงามภายในตัวอาคารที่สะดุดตาผู้โดยสาร
โดยในปี 2567 ท่าอากาศยานชางงีอยู่อันดับที่ 2 ท่าอากาศยานดีที่สุดในโลกปี 2567 เป็นสนามบินขนาดใหญ่ที่พื้นที่ภายในครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้โดยสาร ไม่ว่าจะบินมาเที่ยวสิงคโปร์ หรือมาแวะเปลี่ยนเครื่อง
โดยมีหน่วยงานบริหารงานสนามบินชางงีในปัจจุบัน คือ ท่าอากาศยานชางงีกรุ๊ป (Changi Airport Group) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลสิงคโปร์ ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อบริหารสนามบินแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2552 โดยยึดหลักการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับสูงสุด
โดย ท่าอากาศยานชางงี มีจุดเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้
1.มีอาคารผู้โดยสาร ทั้งหมด 4 อาคาร สามารถรองรับผู้โดยสารกว่า 65.6 ล้านคนต่อปี และสนามบินชางงีมีแผนที่จะเปิดอาคารผู้โดยสาร 5 ในปี 2573 เพื่อรองรับผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้มากถึง 135 ล้านคนต่อปี
2.การเดินทางระหว่างอาคารผู้โดยสาร 1, 2, 3 และ 4 จะมีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันระหว่างตึกและมีรถชัทเทิลบัสให้บริการฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
3.สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีจุดบริการต่างๆ เพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อนหย่อนใจ อาทิ
-ห้องน้ำสะอาด ตั้งอยู่หลายจุดและสามารถมองเห็นวิวของรันเวย์
-โรงภาพยนตร์ ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมง จุดบริการที่อาคารผู้โดยสาร 2 และอาคารผู้โดยสาร 3
-ห้องเล่นเกมสาธารณะฟรี บริการที่ชั้น 3 อาคารผู้โดยสาร 2 เหมาะสำหรับคนที่ต้องรอขึ้นเครื่องบินเป็นเวลานานๆ เปิดให้เล่นฟรี 24 ชั่วโมง
-บริการอินเตอร์เน็ตฟรี โดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตไร้สายฟรี (Wi-Fi) ได้ในมือถือ
-มีสวนดอกไม้ เน้นธรรมชาติและจุดพักผ่อน
4.อาคารจูเวิลชางงีแอร์พอร์ต (Jewel Changi Airport) ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งให้มีความเป็นธรรมชาติและมีน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูงกว่า 40 เมตร มีการแสดงแสงสีเสียงให้ชมเป็นรอบตลอดทั้งวัน รวมถึงมีเทคโนโลยีและความทันสมัยต่างๆ มีร้านค้าแบรนด์ชั้นนำและร้านอาหารมากมาย
นักท่องเที่ยวสามารถมาใช้บริการที่นี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตั๋วเครื่องบิน อาคารนี้ตั้งอยู่ตรงกลางเป็นจุดเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสาร 1, 2 และ 3 อีกทั้งยังให้บริการตู้เช็กอินล่วงหน้า (Early Check-in) และเครื่องโหลดสัมภาระอัตโนมัติ (Drop-Bag Automation) กับผู้โดยสารเพื่อทำการเช็กอินและรับตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือก็สามารถไป
พักผ่อนเดินเล่นและช้อปปิ้งได้
5.บริการเช็กอินด้วยตัวเอง (Self Check-in) ผู้โดยสารสามารถทำการเช็กอินด้วยตัวเองได้แบบอัตโนมัติ ทั้งการออกตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) และแท็กติดกระเป๋าได้สะดวกรวดเร็ว ภายใต้แนวคิดการเดินทางที่รวดเร็วและราบรื่น ที่อาคารผู้โดยสาร 4 เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 พร้อมด้วยระบบยืนยันตัวตนผ่านทางระบบไบโอเมตริกซ์ด้วยดวงตาและใบหน้า แทนการใช้หนังสือเดินทาง
ท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ โดยท่าอากาศยานชางงีกรุ๊ป (Changi Airport Group) จะลงทุน 7.65 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในช่วง 6 ปีข้างหน้า ในอาคารผู้โดยสาร 1 ถึง 4 ของสนามบินชางงีของสิงคโปร์
เพื่อปรับปรุงบริการต่างๆ เช่น การจัดการสัมภาระ การเช็กอิน การตรวจคนเข้าเมือง และการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าระหว่างอาคารผู้โดยสาร ตลอดจนเปลี่ยนระบบที่หมดอายุการใช้งานเพื่อให้ผู้โดยสารและสายการบินได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น
โดยการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้สนามบินชางงีสามารถแข่งขันได้และตอบสนองความต้องการการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่อาคารผู้โดยสาร 5 จะเปิดดำเนินการในช่วงกลางปี 2573

⦁ตั้งเป้า 5 ปี สนามบินไทย 1 ในท็อป 20 ดีที่สุดของโลก
ภายหลังจากที่คณะผู้บริหารจากประเทศไทยได้เยี่ยมชมภายในอาคารท่าอากาศยานชางงี
นายกีรติให้ข้อมูลว่า สิงคโปร์มีนโยบายการนำเสนออัตลักษณ์ในรูปแบบ “เมืองในสวน” (City in a garden) โดยมุ่งเน้นที่การยกระดับโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะของเมือง โดยเฉพาะการออกแบบสนามบินชางงีที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาเมืองสีเขียวของประเทศสิงคโปร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไปสู่เมืองในธรรมชาติ (City in Nature) จนได้รับการยกย่องให้เป็นสนามบินอันดับต้นของโลก
ด้าน พล.ต.อ.วิสนุระบุว่า จากที่ได้หารือกับนายยัม กุม เวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูงของท่าอากาศยานชางงีกรุ๊ป ประเทศสิงคโปร์ เพื่อประสานความร่วมมือในการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ให้ติด 1 ใน 20 อันดับท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลกใน 5 ปี (ปี 2572) ตามนโยบายรัฐบาลนั้น
เบื้องต้นจะดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะเร่งด่วน เพิ่มความสะดวกสบายควบคู่กับการลดระยะเวลารอคอยของผู้โดยสาร 2.ระยะกลางจะเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบิน 3.ระยะยาว มุ่งเน้นการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน และกิจกรรมให้มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกีรติระบุว่า ปัจจุบัน ทอท.ได้เตรียมแผนพัฒนาเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบิน โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี ท่าอากาศยานในเขตกรุงเทพฯต้องมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 200 ล้านคนต่อปี และไปสู่เป้าหมายการเป็น 1 ใน 20 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก
ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีแผนจะขยายโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี ควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 70 ล้านคนต่อปี
เป็นรูปแบบอาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่ (Mega Terminal) เพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ใกล้อาคารผู้โดยสาร เมื่อนำมารวมกับขีดความสามารถในปัจจุบันจะทำให้ ทสภ.รองรับผู้โดยสารได้ 150 ล้านคนต่อปี ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ระหว่างแผนพัฒนาระยะที่ 3 เพื่อรองรับผู้โดยสาร 50 ล้านคนต่อปี
นายกีรติระบุว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายให้ ทอท.พัฒนาท่าอากาศยานเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและติดอันดับ 1 ใน 20 สนามบินดีที่สุดในโลกภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอันดับที่ 58 ของโลก
โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งระบบการเช็กอินด้วยตัวเอง (Self Check-in (Kiosk)) จำนวน 250 เครื่อง ติดตั้งระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD) จำนวน 40 จุด ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติทั้งขาเข้าและขาออก (Auto Gate) 80 จุด และจะเพิ่มอีก 120 จุดในอนาคต

ตั้งเป้าหมายจะเปิดใช้ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติทั้งขาเข้าและขาออก (Autogate) ทั้งหมดสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศและผู้โดยสารภายในประเทศ เหมือนกับสนามบินชางงีที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากที่ปัจจุบันระบบดังกล่าวสามารถช่วยลดระยะเวลารอคอยผู้โดยสารขาออกให้เหลือเพียง 2 นาทีต่อคน จากเดิมที่ 30-40 นาทีต่อคน
อย่างไรก็ตาม ทอท.ได้เตรียมศึกษาแผนเปิดใช้งานระบบเช็กอินล่วงหน้าล่วงหน้า 24 ชั่วโมง สำหรับทุกสายการบินเพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกให้ผู้โดยสารที่มาก่อนเวลา หากศึกษาแล้วเสร็จคาดว่าจะเปิดใช้ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568
นายกีรติระบุเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมเปิดให้บริการพื้นที่พักผ่อนใหม่ภายใน ทสภ. โดยเป็นพื้นที่ให้ผู้โดยสารพักคอยและพื้นที่ทำงาน (Co-working Space) ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางในการให้บริการผู้โดยสารมากขึ้น คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2567 รวมถึงสนามเด็กเล่นมีกำหนดแล้วเสร็จช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568
ที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับท่าอากาศยานชางงีที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว รวมทั้งเริ่มการปรับปรุงห้องพักผู้โดยสาร (holdroom) พื้นที่พักคอยก่อนขึ้นเครื่องบินมี 63 จุด ปรับปรุงแล้วเสร็จ 9 จุด เหลือปรับปรุงอีก 54 จุด จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2569 และพื้นที่รอขึ้นรถบัสไปต่อเครื่องบิน (busgate) ภายในประเทศ 1 จุด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568
นอกจากนี้ นายกีรติระบุถึงแผนการพัฒนาท่าอากาศยานสีเขียวว่า ทอท.ได้หารือถึงแผนพัฒนาท่าอากาศยานสีเขียว (Green Airport) ร่วมกับท่าอากาศยานชางงี ซึ่งมีแผนจะร่วมมือกันในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Aviation Fuel: SAF)
เป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับทางการบินยุโรปที่กำหนดให้ท่าอากาศยานทั่วโลกต้องมีเชื้อเพลิงเอสเอเอฟ (SAF) ให้บริการเติมอากาศยานภายใน 3 ปีดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของเอเชียและประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงเอสเอเอฟ (SAF)
นอกจากนี้ยังได้หารือกันถึงเรื่องแผนการใช้พลังงานสะอาดโดยการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่ง ทอท.ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปีจะลดการใช้พลังงานช่วงกลางวันเป็นศูนย์ (Day time energy) โดยปัจจุบัน ทสภ.มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่ที่ 20 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับท่าอากาศยานชางงีซึ่งอยู่ที่ 35 เมกะวัตต์
⦁ข่าวดีเตรียมปรับโฉมใหม่ห้องน้ำกว่า 1,000 ห้องทุกจุด
สำหรับห้องน้ำในท่าอากาศยานถือเป็นจุดหลักที่ไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากเรื่องสุขอนามัยถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
นายกีรติระบุว่า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ห้องน้ำของสนามบินสุวรรณภูมินั้นเป็นอีกจุดที่โดนผู้โดยสารบ่นมากที่สุด และมักได้รับการร้องเรียน เนื่องจากห้องน้ำในสนามบินบางจุดมีสภาพชำรุดทรุดโทรม หนักสุดคือมีกลิ่น ซึ่งน่าจะเป็นฉนวนหลักที่ฉุดอันดับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ตกไปอยู่ที่ 58 โดยปัจจุบันภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน มีห้องน้ำจำนวน 125 จุด รวมกว่า 1,000 ห้อง

ซึ่งในปี 2568 ทอท.มีแผนเริ่มปรับปรุงปรับโฉมห้องน้ำเพิ่มอีกหลายจุดภายในอาคารผู้โดยสาร เช่น เปลี่ยนกระเบื้อง เปลี่ยนไฟ และเปลี่ยนโถสุขภัณฑ์และชักโครกใหม่ วางเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้เสร็จทั้งหมดภายในปี 2569 โดยใช้งบประมาณ 124 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายกีรติระบุว่า ทาง ทอท.ยังเตรียมก่อสร้างห้องน้ำใหม่เพิ่ม 2 จุดคือ บริเวณชั้น 2 ด้านหลังสายพานรับกระเป๋า 22-23 ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2568 และจุดที่ 2 บริเวณชั้น 4 อาคารผู้โดยสารข้างออฟฟิศขายบัตรโดยสารของสายการการบินไทย จะแล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2568
⦁ปรับแผน ทรานซิต ตั้งเป้าเทียบชั้น‘ชางงี’
นอกจากนี้ นายกีรติกล่าวว่า การที่จะพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นประตูสู่ประเทศไทย ให้ติดท็อป 20 ของโลกในปี 2572 รวมไปถึงก้าวไปอยู่จุดเดียวกับท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์ นั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ทั้งรัฐบาลและตัวชี้วัด ทอท.ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ
ดังนั้น นอกจากการศึกษาเทคโนโลยี สถาปัตยกรรม เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทยแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญที่ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของชางงี คือ การมีเที่ยวบินที่ผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ในประเทศ
ปัจจุบัน ท่าอากาศยานชางงีมีผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ประมาณ 40% ของเที่ยวบินทั้งหมด และร่วมมือกับสายการบินแห่งชาติ เพื่อช่วยดึงผู้โดยสารจากทั่วโลกเข้ามาเชื่อมต่อเที่ยวบินในประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่ ทอท.ไม่มองข้ามและตั้งเป้าจะพัฒนาในปี 2568 เช่นกัน

นายกีรติระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจการบินทั่วโลกฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พอสมควร ดังนั้น ทอท.จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเน้นคุณภาพการบริการของสนามบินไทย โดยสิ่งที่จะต้องเร่งรัดพัฒนาต่อไปในปี 2568 คือการเพิ่มเที่ยวบินที่ผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ที่ประเทศไทยมากขึ้น
ตัวเลขปัจจุบันของเที่ยวบินที่มาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ยังมีไม่มากประมาณ 4% ของเที่ยวบินทั้งหมด โดยลักษณะของสนามบินที่เป็นฮับต้องมีเที่ยวบินลักษณะเปลี่ยนเครื่องเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ การที่สนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นฮับการบินได้นั้น ก็จะต้องมีเที่ยวบินที่มาเปลี่ยนเครื่องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณ 20% ของเที่ยวบินทั้งหมด ภายใน 5 ปี หรือประมาณปี 2572 โดยในปี 2568 ทอท.ตั้งเป้าจะเร่งพัฒนาส่วนนี้และคาดว่าจะมีเที่ยวบินมาเปลี่ยนเครื่องขยับขึ้นเป็น 5%
ทั้งนี้ สำหรับเรื่องการเพิ่มเที่ยวบิน เปลี่ยนเครื่อง ให้มากขึ้นนั้น ทอท.จะมีการวางแผนหารือกับสายการบินขนาดใหญ่ ซึ่งรวมทั้งการบินไทยและสายการบินในกลุ่มพันธมิตร สตาร์อัลไลแอนซ์ (star alliance) ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่า 25 สายการบินเพื่อให้มีการวางเส้นทางการบินที่จะมาเปลี่ยนเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมากขึ้น ไปสู่เป้าหมายศูนย์กลางการบินภูมิภาค
จับตาบทพิสูจน์ ทอท.ต่อการพลิกโฉมสนามบินไทยสู่สนามบินระดับโลก
กับเป้าหมายท้าทายท็อป 20 โลก
บีม คณะโจทย์

