หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดแฟ้มงาน ‘...

เปิดแฟ้มงาน ‘สุริยะ 2.0’ เร่งยกระดับคมนาคมไทย…ต้องดีกว่าเดิม

23.12.24 | 12:40 น.
คมนาคม

ตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษ นับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับเข้ามากำกับดูแล “กระทรวงคมนาคม” ในรอบ 19 ปี

พร้อมด้วย 2 รัฐมนตรีช่วย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขับเคลื่อนงานภายใต้กรอบแนวคิด “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” เพื่อให้งานด้านคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เป้าหมายหลักของการบริหาร คมนาคม ยุคปัจจุบันของ “สุริยะ” คือ การมุ่งมั่นขับเคลื่อนการคมนาคมขนส่งของประเทศให้เป็นไปด้วยความสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ราคาสมเหตุสมผล และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งสร้าง “โอกาส” ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ที่ครอบคลุมและพัฒนายกระดับทั้งระบบ บก-ราง-น้ำ-อากาศ

Advertisement

⦁รวมผลงานสำคัญ ‘คมนาคม’ ปี 2567
หากเอ่ยถึงโครงการสำคัญของ กระทรวงคมนาคม ในยุค “สุริยะ” ช่วงปัจจุบัน แน่นอนว่า แผนงานแรกที่ทุกคนจะนึกถึง คือ โครงการขับเคลื่อนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาท” ตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยได้ทำการหาเสียงไว้แต่แรก และเป็นนโยบายหัวใจหลักที่จะพิสูจน์ฝีมือของคมนาคม ภายใต้การดูแลกำกับของนายสุริยะ

นายสุริยะระบุว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ให้ดำเนินการตามนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดเส้นทางนั้น ทางกระทรวงคมนาคมมีการนำร่องรถไฟฟ้า 2 สาย 2 สีแรกที่เป็นรัฐวิสาหกิจ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566

ภายหลังจากที่มีการกดปุ่มเริ่มนโยบายดังกล่าว ปริมาณผู้โดยสารทั้งสองเส้นทาง มีสถิติ “นิวไฮ หรือยอดผู้โดยสารทะลุตามเป้าสูงสุด” มาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึง 26.59% (เดิมมีปริมาณผู้โดยสารรวม 26.3 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 33.4 ล้านคนต่อปี)

แสดงให้เห็นว่า มาตรการนี้ได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชนได้จริง รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญในการจูงใจประชาชนให้เปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เมื่อวันที่29 พฤศจิกายน 2567 ต่ออายุนโยบายนี้ ออกไปอีก1 ปี รวมทั้งเร่งขยายผลให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่นๆต่อไป

โดยความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการทำนโยบายนี้ครอบคลุมทุกสายทุกสี นายสุริยะระบุว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

หากกฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และผ่านขั้นตอนพิจารณาของรัฐสภาทั้ง 3 วาระ ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2568 และประกาศใช้ได้โดยเร็ว ภายในเดือนกันยายน 2568 ตามแผนนั้น ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับโครงการที่เร่งรัดการก่อสร้างจนสามารถเปิดได้ภายในปี 2567 โดยจำแนกประเภท ดังนี้

ทางบก: สะพานทศมราชัน (สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกโดยการเปิดให้บริการสะพานทศมราชัน จะช่วยระบายรถที่ปัจจุบันติดขัดเป็นคอขวดที่สะพานพระราม 9 ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก และทำให้ภาพรวมการจราจรโดยรอบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ทั้งฝั่งบางโคล่ และสุขสวัสดิ์ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

มอเตอร์เวย์ 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี โดยได้เร่งรัดก่อสร้างจนแล้วเสร็จ สามารถเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ได้ ตลอดทั้งเส้นทาง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเปิดทดลองต่อเนื่องทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในช่วงต้นปี 2569

ทางน้ำ: โครงการท่าเรือโดยสารอัจฉริยะ (Smart Pier) ในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยในปี 2567 สามารถเปิดให้บริการท่าเรือพระปิ่นเกล้า ท่าเรือพระราม 5 และในปี 2568 จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 5 ท่า คือ ท่าปากเกร็ด ท่าพระราม 7 ท่าเกียกกาย ท่าโอเรียนเต็ลและท่าเทเวศร์ ซึ่งเป็นการยกระดับการขนส่งทางลำน้ำครั้งใหญ่ โดยเป็นท่าเรือที่ทันสมัย มีรูปลักษณ์สวยงามเป็นอารยสถาปัตย์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการควบคุมและให้บริการบนท่าเรือ และเรือ

ทางราง: รถไฟทางคู่สายใต้ ตั้งแต่ช่วงนครปฐม-หัวหิน-ชุมพร โดยทยอยเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 จนถึงปัจจุบัน สามารถเปิดให้บริการได้ครบทั้งเส้นทาง ทำให้ระยะเวลาเดินทางลดลงเฉลี่ยประมาณ 25%

การเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 และจะดำเนินการตรวจสอบความเรียบร้อยประมาณ 2 เดือน คาดว่าจะสามารถเปิดทดลองเดินรถได้ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยจะสามารถลดระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปปากน้ำโพ เหลือเพียง 4 ชั่วโมง

ทางอากาศ: การเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 60 ล้านคนต่อปี การันตีจากที่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ได้รับรางวัล พรี วีร์ซาย (Prix Versailles) ในฐานะสนามบินสวยที่สุดในโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO)

การเปิดใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน จากเดิม 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

การเปิดใช้งานอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมลานจอดอากาศยานใหม่ ท่าอากาศยานขอนแก่น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จากเดิม 2.8 ล้านคนต่อปี เป็น 5 ล้านคนต่อปี

การเปิดใช้งานอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จากเดิม 1.7 ล้านคนต่อปีเป็น 4.6 ล้านคนต่อปี

พร้อมเปิดใช้ระบบไบโอเมตริก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยการนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการ

⦁เปิดโครงการปี’68-ลุย‘แลนด์บริดจ์’ต่อ
สำหรับปี 2568 กระทรวงคมนาคม มีหลายโครงการ และแผนงานสำคัญ ที่จะต้องสานต่อให้สำเร็จและต่อเนื่อง อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2อีก 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กิโลเมตร (กม.) วงเงินรวม 298,060 ล้านบาท ดังนี้

1.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท
2.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,103 ล้านบาท
3.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,900 ล้านบาท
4.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท
5.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และ
6.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท

ขณะที่โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง รวมวงเงินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,468 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 15,286 ล้านบาท

สำหรับแผนงานทางบกนั้น ประกอบด้วย โครงการทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง มูลค่าลงทุน 14,670 ล้านบาท มอเตอร์เวย์หมายเลข 5 (M5) ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน วงเงิน 31,358 ล้านบาท

มอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (M9) สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท

โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 ช่วงถนนประเสริฐมนูกิจ-ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ วงเงิน 16,960 ล้านบาท

โครงการรถไฟความเร็วสูง นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร วงเงิน 341,351 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทางน้ำ ยังมีโครงการท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เริ่มเข้ามาให้บริการในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแห่งแรกที่เกาะสมุย อยู่ระหว่างรอการพิจารณา ส่วนท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ที่ชลบุรี และภูเก็ต กรมเจ้าท่าจะเร่งรัดการศึกษาเพื่อนำเสนอกระทรวงคมนาคมต่อไป

สำหรับการพัฒนาในส่วนของการท่าอากาศยานนั้น ทางกระทรวงคมนาคมและ ทอท. จะเริ่มดำเนินการโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารได้เพิ่มเติมอีก 15 ล้านคนต่อปี โดย ทอท.กำหนดจะเริ่มการก่อสร้างให้ได้ ภายในปี 2568 และกำหนดเปิดให้บริการได้ในปี 2570

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้านทิศใต้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้รองรับปริมาณผู้โดยสารได้ถึง 150 ล้านคนต่อปี ทอท. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ เพื่อให้เริ่มการประมูลได้ภายในปี 2568 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2574

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการใหญ่ อย่าง “แลนด์บริดจ์” นายสุริยะยืนยันว่าทางกระทรวงไม่ได้เงียบ หรือพักโครงการแต่อย่างใด

โดยคืบความหน้าของขั้นตอนถัดไป ขณะนี้ ระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้หรือ พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะมาใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเอสอีซี (SEC) โดยมีลักษณะคล้ายกับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 (โครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) หรืออีอีซี)

อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ที่มี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จัดการประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบ มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำร่าง พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) และรายละเอียดของข้อกำหนดระเบียบกฎหมายต่างๆ

พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษเอสอีซี (SEC) ก่อนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกฤษฎีกาตรวจร่างก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

นายสุริยะกล่าวว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะจะมีการจัดทำ พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) ที่เป็นข้อกำหนดกฎหมายที่ชัดเจน และกระทรวงฯจะทำควบคู่ไปกับการร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนในการร่วมลงทุนโครงการ (RFP) เพื่อให้มีความพร้อมในการเปิดประมูลทันทีหลังจากที่กฎหมายต่างๆ ผ่านการพิจารณาแล้ว

เมื่อ พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) ผ่านแล้วนั้น จะมีการจัดตั้งสำนักงานเอสอีซี (SEC) ซึ่งตามแผนงานจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2568 โดยในส่วนการออกแบบทางรถไฟ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) รวมถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

คาดว่าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา EIA แล้วเสร็จในปี 2568 สอดคล้องกับการออกแบบท่าเรือ และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ส่งให้ สผ.พิจารณาแล้วเสร็จภายในปี 2568 เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกเอกชน โดยตั้งเป้าจัดทำร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนในการร่วมลงทุนโครงการ (RFP) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 ก่อนที่จะคัดเลือกผู้ลงทุนในไตรมาส 3/2568 จากนั้นจะเสนอเข้า ครม. อนุมัติโครงการในปี 2568

⦁ปี’68 ต้องปิดตำนานพระราม 2
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่นายสุริยะมุ่งมั่นตั้งใจจะสานต่อให้สำเร็จภายในปี 2568 คือ การเร่งรัดการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ทั้งหมด โดยมีความตั้งใจที่จะปิดตำนาน รถติดพระราม 2 หรือที่ชอบเรียกกันว่า “ถนน 7 ชั่วโคตร”

หากก่อสร้างแล้วเสร็จ ประชาชนจะใช้บริการถนนสายนี้ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยอย่างแน่นอน ตั้งเป้าหมายว่าการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในภายในปี 2568 อย่างแน่นอน

ผลจากมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาช่วงโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องมีการต่อขยายออกไป อย่างไรก็ตามทาง กรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ยืนยันแล้วว่า การก่อสร้างทั้งหมดบนทางสายหลักของถนนพระราม 2 จะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2568 อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ นายสุริยะยืนยันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาเป็นอันดับ 1 โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานกวดขัน เข้มงวด และใส่ใจกับมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเต็มที่ พร้อมรู้สึกเสียใจอย่างมากที่แม้กวดขันกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังมีอุบัติเหตุทั้งระหว่างการก่อสร้างและการเดินทางเกิดขึ้นอยู่

โดยสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปในส่วนของงานก่อสร้าง คือยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย กำหนดมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” เริ่มบังคับใช้แล้ว

ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อยกระดับไปสู่การลดชั้นผู้รับเหมารวมทั้งมาตรการลงโทษที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่ากรมบัญชีกลางจะออกระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ ภายในปี 2568

คมนาคมยุค “สุริยะ 2.0” จึงต้องทำให้ดีกว่าเดิมและต้องดีที่สุด