ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMESI) ที่สำรวจและวิเคราะห์ล่าสุดเป็นของเดือนตุลาคม 2567 เผยแพร่เดือนธันวาคม 2567 จัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
เพราะข้อมูลเอสเอ็มอีต้องใช้เวลารวบรวมจำนวนมาก มีข้อจำกัดด้านการรายงานข้อมูล ตอบแบบสำรวจ สะท้อนสถานการณ์เอสเอ็มอีไทยได้ดี
ดัชนี SMESI ประจำเดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 49.6 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนและกลับสู่ระดับความเชื่อมั่นอีกครั้ง หลังจากชะลอลงต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นคือระดับ 50 ต่อเนื่อง 3 เดือน ผลจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านการแจกเงิน 10,000 บาทเฟสแรก
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีรายสาขาธุรกิจ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการและภาคธุรกิจการเกษตร
ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีรายภูมิภาคพบว่าปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมทั้งเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าระดับ 54.5 ปรับตัวดีขึ้น แต่เอสเอ็มอียังคงไม่แสดงแนวโน้มขยายการลงทุนเพิ่มเติม แม้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง เนื่องจากกังวลเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ต้องการให้ภาครัฐเยียวยาธุรกิจจากปัญหาอุทกภัย หามาตรการป้องกันในระยะยาว ควบคุมราคาสินค้า วัตถุดิบ
เอสเอ็มอีไทยยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเงินทุน ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งที่ทำหน้าที่สนับสนุนเอสเอ็มอีในแง่มุมต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
ผ่านโครงการเร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องจักรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ยุคของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย (Industrial Reform) รับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการขับเคลื่อนด้วยนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” สู้กับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย เซฟพี่น้องอุตสาหกรรมไทย สร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะภารกิจเซฟและสร้างเอสเอ็มอีไทย
พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า เอสเอ็มอีไทยเผชิญกับ 2 ปัญหาสำคัญ คือ 1.ปัญหาต้นทุนสูง และ 2.การแข่งขันรุนแรงที่มาจากรอบด้านทั้งจากคู่แข่งขนาดใหญ่และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
โดย กรอ.เร่งเซฟและสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตามนโยบายภาครัฐ หรือซอฟต์โลน ด้วยการเร่งส่งเสริม สนับสนุนการตรวจ วิเคราะห์ ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร แปลงเครื่องจักรเป็นทุน
เพื่อให้เอสเอ็มอีมีเงินทุนนำมาใช้ในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและการควบคุมต้นทุนด้วยการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้แตกต่างจากคู่แข่ง
รวมถึงนำระบบไอทีมาใช้ในการวางแผนธุรกิจจัดทำบัญชีและบริหารสต๊อกสินค้า และใช้โอกาสจากโลกออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ต่อไป
โดยการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำตามนโยบายภาครัฐ หรือซอฟต์โลนนั้นจะดำเนินการผ่านโครงการเร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องจักรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งเสริมสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากนโยบายภาครัฐ (ซอฟต์โลน) ผ่านสถาบันการเงินหรือสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานรัฐ
รวมถึงการนำเครื่องจักรมาจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับ กรอ.เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันสินเชื่อ
พร้อมบริการตรวจสอบและให้คำปรึกษาแนะนำในการปรับปรุงเครื่องจักรเดิมหรือเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน หรือมีการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างมีศักยภาพ
อธิบดีพรยศระบุ การดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 573 แห่ง มีเครื่องจักรในสถานประกอบการได้รับการตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพเครื่องจักรและข้อเสนอแนะการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรแล้วกว่า 14,000 เครื่อง รวมถึงมีผู้ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 2,500 ราย
เฉพาะปี 2567 มีมูลค่าการแปลงเครื่องจักรเป็นทุนได้ 116,270 ล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 57 ราย
กรมโรงงานอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุน ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกมิติ อยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง กรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยกรมฯพร้อมอำนวยความสะดวก
“คาดว่าปี 2568 กรอ.จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท ประเมินจากประวัติการจดจำนองทะเบียนเครื่องจักร สภาพเศรษฐกิจ และความเห็นของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ เพราะสร้างประโยชน์ให้เอสเอ็มอี” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย

