ม.หอการค้าไทย คาดเศรษฐกิจปี 68 ฟื้นตัวขึ้น โต 3% ไตรมาสแรกรัฐบาลอัดฉีดเกือบ 1 แสนล้านบาท จับตามการเมือง หวั่นซ้ำรอยปี67 งบล่าช้า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ม.หอการค้าไทย สำหรับเศรษฐกิจในปี 2568 อยู่ในช่วงของการฟื้นตัวขึ้น จาก 2.6-2.8% ต่อปี ในปี 2567 เป็น 3% ในปี 2568 โดย การท่องเที่ยวที่โดดเด่น การส่งออกที่น่าจะยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีเทรดวอร์ และ การใช้จ่ายของภาครัฐ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า โดยปัจจัยที่ใช้ในการทำการจัดอันดับธุรกิจนั้น 1.สงครามการค้า หรือ เทรดวอร์ จะรุนแรงหรือไม่อย่างไร และมีผลต่อการส่งออกไทยมากน้อยแค่ไหน 2.สงคราม หรือความขัดแย้งทางภูมรัฐศาสตร์ โดยสงครามระหว่างรัสเซีย กับยูเครนจะยุติลงหรือไม่ ส่วนสงครามในปลุ่มประเทศตะวันออกกลาง จะนิ่งและคลี่คลายได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อเรื่องราคาน้ำมัน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเห็นผลต่อเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ปี 2568
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า 3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะสามารถกระเตื้องเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน โดยจะเห็ฯได้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มออกมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2567 อาทิ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 หรือโอนเงิน 10,000 บาท ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการอ เม็ดเงิน 1.4 แสนล้านบาท โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการไร่ละพัน เม็ดเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผนวกกับมาตรการในช่วงต้นปี 2568 โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 24 ธันวาคมนี้ คือ โครงการ อีซี่ อี-รีซีท น่าจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม – กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาท มาตรการคุณสู่ เราช่วย โดยม.หอการค้าไทย ประเมินว่าการช่วยพักดอกเบี้ย และลดการจ่ายเงินต้น ใน 3 ปี ของโครงการนี้ น่าจะเห็นผลในเรื่องของการประหยัดค่าดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 คาดว่าเป็นเม็ดเงิน 2 -2.5 หมื่นล้านบาท และโครงการสนับสนุนเงิน 10,000 บาทให้แก่ผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 60 ปี ประมาณ 4 ล้านคน หรือเม็ดเงิน 4 หมื่นล้านบาท ทำให้รวมแล้ว มีเม็ดเงินเกือบ 1 แสนล้านบาทที่จะช่วยขับเคลื่อนในไตรมาสที่ 1 และแรงส่งต่อเนื่องไปไตรมาส 2 ปี 2568 ได้
“จากปัจจัยข้างต้น หมายความว่าทิศทางเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นขึ้นแบบกระจายตัวไปยังทั่วประเทศ ซึ่งจะเห็นผลชัดเจน ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568”นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือเรื่องสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 ซึ่งอาจจะวัดค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่ภาพที่อาจจะมีโอกาสเกิดความสับสนวุ่นวาย โดยเช็คได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 จนถึงช่วงไตรมาสที่ 2 ที่จะเป็นจุดที่ชี้ว่าการเมืองนั้นมีความนิ่งแค่ไหน และเป็นจุดที่ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟืนตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหากที่ความไม่นิ่งทางการเมือง อาจจะส่งผลต่อการพิจารณางบประมาณประจำปี 2569 ต้องล่าช้าออกไป และซ้ำรอยปีการยุบสภาปี 2566ทำให้งบประมาณปี 2567 ออกมาล่าช้าไปเกือบ 1 ปี

