พิชัย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไทย เจาะญี่ปุ่น โปรโมตผ่าน มังงะ-กาชาปอง กิโมโนผ้าไทย
วันที่ 23 ธันวาคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU)ณ ศูนย์การค้า Daikanyama T-Site ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวม 3 ฉบับ ได้แก่
1. ระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DITP) และ บริษัท MIARAWASHIYA LLC เรื่อง การเผยแพร่ Soft Power ไทยผ่านมังจะ (การ์ตูน) ญี่ปุ่น ละ 20 นาที
2. ระหว่าง DITP และ บริษัท KENELEPHANT Co., Ltd. เรื่อง การจำหน่ายและเผยแพร่ Soft Power ไทยผ่านตู้กาจาปอง (ไข่หยอดเหรียญ) ประเทศญี่ปุ่น
3. ระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และ บริษัท Omiya เรื่องการใช้ผ้าไทย ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผลิตกิโมโนจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น
นายพิชัย กล่าวายพิชัย กล่าวว่า วันนี้มีการลงนามบันทึกความตกลงและบันทึกความเข้าใจ รวม 3 ฉบับระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับทางญี่ปุ่น เชื่อมโยงวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นเข้ากับไทย จะมีสินค้าไทยเข้าไปอยู่ในกาจาปองของญี่ปุ่น 5 รายการสินค้า (น้องมะม่วง เบียร์ช้าง มาม่า เงาะกระป๋อง และรถไฟไทย) สอดแทรกความเป็นไทยเข้าไปในการ์ตูนมังงะ และใช้ผ้าไทยมาทำชุดกิโมโนของญี่ปุ่น ช่วยสร้างการรับรู้สินค้าและวัฒนธรรมไทย ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ตามนโยบายรัฐบาล ส่วนของมูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

“ผลสำเร็จจากการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ 20-23 ธันวาคม ดีกว่าที่คาดหวังไว้เยอะมาก ตนได้พบนักธุรกิจ นักลงทุน นักวิชาการและสื่อของญี่ปุ่น ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต นักลงทุนญี่ปุ่นรายใหญ่หลายบริษัทก็มีแสดงความพร้อมที่จะมาลงทุนที่ไทยรู้สึกดีใจว่ามาในครั้งนี้แนวโน้มการลงทุนดี เชื่อว่าญี่ปุ่นจะกลับมาเป็นแชมป์การลงทุนของไทยอย่างแน่นอน คนญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทยก็มีความรู้สึกเหมือนบ้านชื่นชอบที่จะอยู่เมืองไทยเพราะวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ”
นายพิชัย กล่าวว่า ในการมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ได้ถือโอกาสประชุมกับทูตพาณิชย์ของไทยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยในปี 2568 และ มอบนโยบายส่งออกติดลบเป็นบวก จากปี 2567 การส่งออกของไทยมาญี่ปุ่นและเกาหลีลดลงนิดหน่อย เพราะญี่ปุ่นและเกาหลีค่าเงินค่อนข้างต่ำ ทำให้สินค้าที่นำเข้าแพงขึ้นจึงมีปัญหาในเรื่องของการส่งออก
ทั้งนี้ ได้พบกับ นางพิมพ์ใจ มัตสึโมโต ผู้แทนกิติมศักดิ์ของกระทรวงพาณิชย์ประจำญี่ปุ่น หรือ HTA และผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นผู้นำเข้าผลไม้จากไทยของญี่ปุ่น แจ้งว่ากล้วยหอมของไทยขายดีมาก ไทยควรเร่งผลิตกล้วย และการปลูกกล้วยกับมันสำปะหลังก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน การที่เราส่งเสริมให้คนไทยปลูกกล้วยมาส่งญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ตนจะกลับไปคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมาโปรโมตกล้วย เพราะประเทศญี่ปุ่นกินกล้วยปีละเป็น 1,000,000 ตัน โดยได้ให้กรมการค้าภายในไปคำนวณรายได้จากการปลูกกล้วยกับมันสำปะหลังต่างกันอย่างไร พบว่า รายได้จากการปลูกมันสำปะหลัง อยู่ที่ปีละ 8,000 บาทต่อไร่ แต่กล้วยสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 100,000 บาทต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรไทยพิจารณาเลือกปลูก อยากให้เกษตรกรไทยปลูกกล้วยมาขายให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
“ โดยวันที่ 25 ธันวาคม ผมจะหารือกับจีน หารือเพิ่มนำเข้ามันสำปะหลังไทย “ นายพิชัย กล่าว
ในรายละเอียด ความร่วมมือ 1. ระหว่าง DITP และ บริษัท KENELEPHANT Co., Ltd. เรื่อง การจําหน่ายและเผยแพร่ Soft Power ไทยผ่านตู้กาจาปอง (ไข่หยอดเหรียญ) ประเทศญ่ีปุ่น
บริษัท KENELEPHANT Co., Ltd. ผู้ผลิตและจําหน่ายสินค้าขนาดเล็ก (Miniature mascot) ผ่าน ตู้กาจาปอง (Capsule Toy) ซึ่งตลาดกาจาปอง (Gashapon) ญี่ปุ่นน้ัน เป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยมีมูลค่าตลาดกว่า 64,000 ล้านเยน ( 14,500 ล้านบาท) โดยมีถึงกว่า 700,000 ตู้ทั่วประเทศ ทางบริษัท มีแผนจัดทําสินค้าขนาดเล็ก (Miniature mascot) ที่หลากหลายเกี่ยวกับสินค้าและบริการไทย ใน รูปแบบ Thailand Official Gashapon ที่ได้รับการรับรองจากไทยวางจําหน่ายทั่วญี่ปุ่น โดยตั้งเป้า จัดทําออกมาเป็นซีรีส์ๆ ละ 5 รายการสินค้า โดยซีรีส์แรก จะเริ่มวางจําหน่ายในปี 2568 เป็นต้นไป
ผลที่คาดว่าจะได้รับกรมฯ และผู้ประกอบการไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวนี้ สื่อสารให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักสินค้าไทยในกลุ่มสินค้าซอฟต์พาวเวอร์เป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนําไปสู่การ สร้างกระแสการเพิ่มซื้อสินค้าไทยในระยะยาวต่อไป
โดยเริ่มวางจําหน่ายเดือนพฤศจิกายน 2568 ผ่านร้านจําหน่าย Capsule Toy ทั่วญี่ปุ่น จํานวนไอเทม: 5 ประเภท จํานวนการผลิตบื้องต้น 5,000 ชิ้นต่อไอเทม รวม 25,000 ชิ้น ผู้ผลิตจะมอบMiniaturemascotให้กับเจ้าของลิขสิทธ์จํานวน1%หากผลิต5,000ชิ้นจะมอบให้50ชิ้น
ขอบเขตความร่วมมือ ฉบับ 1. การสร้างสรรค์ของเล่นแคปซูล (กาจาปอง) เพื่อส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย 2. ร่วมมือกันคัดเลือกสินค้าและบริการของไทย และรวบรวมข้อมูล รวมถึงความยินยอมจากผู้ท่ีเกี่ยวข้อง 3.บริษทั เคนเอเลเฟ่นท์จํากัด จะจัดจําหน่ายและส่งเสริมเพื่อเพิ่มการรับรู้และสนับสนุนการเผยแพร่ของเล่นแคปซูล (กาจาปอง) Soft Power ของประเทศไทยในฐานะของเล่นแคปซูล (กาชาปอง) อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ในญี่ปุ่น
ฉบับที่ 2. ระหว่าง DITP และ บริษัท MIARAWASHIYA LLC เรื่อง การเผยแพร่ Soft Power ไทยผ่าน มังงะ (การ์ตูน) ญี่ปุ่น บริษัท MIARAWASHIYA LLC เป็นบริษัทต้นสังกัดของนักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง Mariko Kobayashi ซึ่งมีผลงานเขียนเกี่ยวกับไทยในรูปแบบมังงะ (การ์ตูน) และมีผู้ติดตามชาวญี่ปุ่นเป็นจํานวนมาก ทางบริษัท ได้เดินทางไปเก็บข้อมูลและอยู่ระหว่างจัดทํามังงะ (การ์ตูน) เกี่ยวกับผ้าไทย โดยมีกําหนดออกเผยแพร่ ผ่านช่องทางออนไลน์ช่วงเดือนธันวาคม 2567 ก่อนจะรวมเล่มจัดพิมพ์เผยแพร่ในญี่ปุ่นและในไทย ภายในปี 2568

ผลคาดว่าจะได้รับการเผยแพร่เรื่องราวซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในรูปแบบมังงะ (การ์ตูน) เป็น ช่องทางใหม่ที่จะช่วยขยายการรับรู้ได้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่น และ ยังคงต่อยอดการเล่าเรื่องไปยังสินค้าซอฟต์พาวเวอร์เป้าหมายของไทยอื่นๆ อาทิ อาหาร ศิลปะ กีฬา เป็นต้น ในอนาคตต่อไปได้อีกด้วย

ขอบเขตความร่วมมือ1. การสร้างเนื้อหามังงะเป็น ภาษาญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย 2. วางแผนกิจกรรมในการรวบรวมข้อมูลและเนื้อหาสําหรับถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ Soft Power ของประเทศไทยร่วมกัน 3. บริษัท มิอะระวะชิยะ จะดําเนินการส่งเสริมเพื่อเพิ่มการรับรู้ และสนับสนุนการเผยแพร่เร่ืองราว Soft Power ของประเทศไทยในญี่ปุ่น
นักวาดการ์ตูน Mariko Kobayashi
ชื่อ “Thai no Hitobito” สํานักพิมพ์ WANI BOOKS Co., Ltd.
ตีพิมพ์ เดือนพฤศจิกายน 2565 จํานวน 13,000 ฉบับ (มีแผนพิมพ์ซํ้า)
ชื่อ “Thailand quest Tekuteku local hitoritabi” สํานักพิมพ์ DAIWASHOBO ตีพิมพ์ เดือนเมษายน 2567 จํานวน 7,000 ฉบับ (มีแผนพิมพ์ซ้ํา)
ชื่อ“Soi Story Mangaka wa Thai no Roji – Soi – wo Yuku” สํานักพิมพ์ Kadokawa (ออนไลน์) เริ่มตอนแรก เดือนพฤษภาคม 2567ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลดอ่านได้ถึงตอนที่ 6 และมีแผนอัพโหลด ตอนทีื 7 ในวันที่ 7 มิถุนายน และ ตอนที่ 8 วันที่ 21 มิถุนายน 2567 จํานวนผู้อ่านผ่านออนไลน์มากกว่า 90,000 วิว
กลุ่มผู้อ่าน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ช่วงอายุ 10 – 69 ปี กลุ่มผู้อ่านที่จํานวนมากที่สุด คือ กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 20 – 39 ปี กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 10 – 19 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 70 ผู้ชายร้อยละ 30 กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 20 – 29 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 60 ผู้ชายร้อยละ 40 กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 30 – 39 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 50 ผู้ชายร้อยละ 50 กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 40 – 49 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 50 ผู้ชายร้อยละ 50 กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 50 – 59 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 60 ผู้ชายร้อยละ 40 กลุ่มผู้อ่านช่วงอายุ 60 – 69 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 70 ผู้ชายร้อยละ 30จํานวนผู้ติดตามส่ือ SNS (ตัวเลข ณ เดือนพฤศจิกายน 2567)
1. สื่อ X Account @mariko_asia27 จํานวน 33,600 Followers จํานวน Impression 7,580,000 จํานวน engagement 670,000 ส่วน2. สื่อInstagram Account @mariko_asia_27 จํานวน 24,000 Followers
ฉบับที่ 3. ระหว่าง SACIT และ บริษัท OMIYA Co., Ltd เรื่องการใช้ผ้าไทย ภายใต้โครงการ “ผ้าไทย ใส่ ให้สนุก” ผลิตกิโมโนจําหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น

บริษัท OMIYA Co., Ltd ก่อต้ังเมื่อปี 1914 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ถือเป็น แบรนด์กิโมโนเก่าแก่ระดับต้นๆ ของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงในเรื่องการนําลายต่างๆ และผ้าต่างๆ มา ประยุกต์ใช้กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน แต่ยังคงแบบแผนดั้งเดิมตามมาตรฐานกิโมโนของญี่ปุ่น
โดยคาดสามารถสร้างมูลค่าส่งออกให้ผ้าไทย สร้างภาพลักษณ์ของผ้าไทยที่ดีในระดับ สากล และสร้างการรับรู้ให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ผ่านชุดกิโมโน ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ อย่างหนึ่ง
ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือ 1. SACIT จะช่วยควบคุมการผลิตผ้าและเสื้อผ้าทอมือคุณภาพสูงที่ทําด้วยเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมใน ประเทศไทย
2. ร่วมมือกันผลิตกิโมโนด้วยผ้าไทยตามข้อกําหนดของมาตรฐานชุดกิโมโนของญ่ีปุ่น
3. บริษัท โอมิยะ จํากัด จะช่วยส่งเสริมให้ชุดกิโมโนและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทําจากผ้าไทยให้เป็นที่รู้จัก ในตลาดญี่ปุ่นมากข้นึ โดยการประทับตรารับรองซึ่งระบุว่าได้รับการรับรองจากSACIT

