หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องกลยุทธ์ลง...

ส่องกลยุทธ์ลงทุนปี’68 ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก

25.12.24 | 12:17 น.
ลงทุน

เหลืออีกไม่กี่วันจะผ่านปี 2567 ไปแล้ว เรียกว่าเป็นอีกปีที่ “ยากลำบาก” ของทุกภาคธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนไทย ที่ต้องเผชิญปัจจัยความปั่นป่วนไม่หยุดหย่อน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่เหนือการควบคุม

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI กล่าวว่าการลงทุนในปี 2567 ที่ผ่านมา สำหรับนักลงทุนไทยถือว่าเป็นปีที่ยากลำบาก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่มีความผันผวน จากปัจจัยเฉพาะตัวของตลาดหุ้นไทยเอง อาทิ ความผันผวนที่เกิดขึ้นจาก Program trade (Robot trade) รวมถึงการขายชอร์ต (Short Selling) จนทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องออกมาตรการควบคุม เพื่อลดความผันผวนของตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายนอก คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินในประเทศสำคัญๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด

สำหรับในปี 2568 ประเมินว่าจะเป็นปีที่นักลงทุนทั่วโลก ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐ ภายใต้การบริหารของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ นอกจากนี้ ล่าสุดเฟดยังทำการปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2568 โดยส่งสัญญาณจะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2568 เพียง 2 ครั้ง จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ถึง 4 ครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก

ดังนั้น จึงประเมินว่าในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างเป็นทางการ นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรณีที่มาตรการทางภาษีต่างๆ รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนต่อตลาดการเงินโลก และรวมไปถึงเม็ดเงินลงทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจไหลไปยังสหรัฐมากกว่าที่คาด

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ คือ นโยบายการเงินในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นพยายามยุติการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการส่งออกที่ลดลงและความต้องการในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ยุโรปต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในเยอรมนีและฝรั่งเศส ดังนั้นในปี 2568 มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นสหรัฐจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากที่สุดในเชิงเปรียบเทียบ

Advertisement

อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตในอัตราชะลอตัวหรือที่เรียกว่า “Soft landing” รวมทั้งValuation ของตลาดหุ้นสหรัฐที่ค่อนข้างสูง Cyclical Adjusted PE (CAPE) ล่าสุดที่สูงถึง 38 เท่า ใกล้เคียงช่วงวิกฤตโควิด-19 และต่ำกว่าวิกฤต Dot-com ที่ CAPE สูงถึง 44 เท่า เพียงเล็กน้อย ทำให้ Upside ของตลาดหุ้นสหรัฐ อาจมีไม่มากนัก จากระดับ Valuation ในปัจจุบัน

ดังนั้น หุ้นขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และสาธารณสุข จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้ว่าความน่าสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2568 จะน้อยกว่าตลาดหุ้นหลักอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ ณ ระดับ Valuation ปัจจุบันที่ Earnings yield gap >4% และ CAPE ที่ระดับเพียง 17 เท่า ประเมินว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดแล้ว โดยสรุปพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับปี 2568 จึงแนะนำให้คงน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และอาจพิจารณาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน

วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในปี 2568 ที่ยืดระยะเวลาออกไป หลังจากที่เฟดมีการปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้การลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารหนี้ อาจไม่ได้สดใสเช่นที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี การลงทุนในพันธบัตรยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในปี 2568 โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นและรวมถึงตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับ Investment grade เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

สำหรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการลงทุน คือ ช่วงที่เศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุดในช่วงกลางปี 2568 นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น ทองคำ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพียงแต่ผลจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนในทองคำ เนื่องจากปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสมทองคำอีกครั้งในช่วงของการปรับฐาน เพื่อการลงทุนระยะยาว

กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนในปี 2568 เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1.ตลาดหุ้นไทยประเมินว่าความเสี่ยงขาลงจำกัดด้วย Valuation ที่ค่อนข้างถูก นักลงทุนอาจพิจารณา คงน้ำหนักลงทุน หรือ ทยอยซื้อเมื่ออ่อนตัว เพื่อรอรับปันผลช่วงการจ่ายปันผลประจำปี 2.ตลาดหุ้นสหรัฐ คาดจะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลไปยังสหรัฐ โดยเฉพาะจากนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล

อย่างไรก็ดี ประเมิน Upside ของตลาดหุ้นสหรัฐที่ค่อนข้างจำกัด ด้วย Valuation ที่สูง นักลงทุนที่จะเลือกลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐจึงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด 3.เพิ่มการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงการลงทุน 4.รอจังหวะทยอยซื้อสะสมทองคำ เมื่อมีการปรับฐาน เพื่อกระจายความเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะยาว