ปี 2567 มีเหตุการณ์หลายอย่างที่สำคัญและหลายวงการก็มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก หนึ่งในเหตุการณ์ที่หลายคนติดตาม คือ การเลือกตั้งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คนใหม่
หลังจาก นายนิรุฒ มณีพันธ์ อดีตผู้ว่าการรถไฟฯ ได้ครบกำหนดวาระเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการรถไฟฯ ได้มีการเฟ้นหาผู้นำด้านรถไฟไทยคนใหม่ ซึ่งแคนดิเดตแต่ละท่านล้วนมีคุณสมบัติที่พร้อม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
หลังจากที่ผ่านทุกขั้นตอนของกระบวนการการคัดเลือก ผู้ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่า รฟท.คนที่ 20 คือ “นายวีริศ อัมระปาล” อดีตผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื่องจากเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ประกาศกำหนดและเป็นผู้ที่มีคะแนนสูงสุด
เส้นทางข้ามห้วยจากนิคมอุตสาหกรรมมาสู่รถไฟ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่ผู้ว่าการหนุ่มคนนี้ พร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง โชว์ยกระดับการขนส่งทางรางไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางรางของภูมิภาค
•เส้นทางใหม่วัดใจฝีมือพัฒนาระบบราง
หากเอ่ยชื่อ ‘วีริศ อัมระปาล’ หรือผู้ว่าการหน่อง หลายคนคุ้นเคยบทบาทการเป็นผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลูกหม้อของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี
เจาะลึกประวัติ นายวีริศ ถือว่าเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา เจอความท้าทายทดสอบความสามารถในการข้ามสายงานเสมอ ตั้งแต่เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการเทคโนโลยี ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่บทบาทการเป็นผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
แม้เคยผ่านงานเป็นทั้งที่ปรึกษาคณะทำงานรัฐมนตรีในหลายกระทรวง แต่บทบาทผู้ว่าการการนิคมฯ ทำให้นายวีริศต้องปรับตัวกับเนื้องานเช่นกัน แต่ในการดำรงตำแหน่งมากกว่า 3 ปี นายวีริศได้พิสูจน์ตัวเองสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผลงานเด่นชัดในการดึงดูดการลงทุนไทย สามารถสร้างสถิติยอดขาย/เช่าที่ดินในอุตสาหกรรมสูงสุดติดต่อกัน 2 ปี (2566-67)
ตลอดจนการริเริ่มนิคมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์การลงทุนทั่วโลก อาทิ นิคมอุตสาหกรรมเซอร์คูลาร์ ตลอดจนสานต่อนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค และการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะ 3 หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และผลงานอื่นๆ อีกมาก
กระทั่งปี 2567 ความท้าทายของการข้ามสายงานได้กลับมาหานายวีริศอีกครั้ง เมื่อได้รับการคัดเลือกมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นผู้ว่าการรถไฟ ‘คนนอกวงการ’ ต่อจากนายนิรุฒ
มณีพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการรถไฟคนนอกเช่นกัน
ระยะเวลา 4 เดือนที่นายวีริศได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องเจอกับความท้าทายหลายรูปแบบ เนื่องด้วยปัจจุบัน รฟท.มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ภาครัฐต่างเร่งขับเคลื่อนตามนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรางให้มากขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การแก้ปัญหาหนี้สิน รฟท.ที่ถูกสะสมมานานกว่า 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องเข้ามาแก้ไขให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ รวมถึงปัญหาอุทกภัยที่เข้ามาเป็นบททดสอบการแก้ปัญหาของผู้ว่าการป้ายแดงเช่นเดียวกัน
นายวีริศเผยความรู้สึกตั้งแต่การลงนามสัญญาว่าจ้างจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ขณะนี้ว่า ช่วงแรกเป็นเรื่องธรรมดาของการข้ามสายงาน ที่เราต้องสร้างความคุ้นเคยกับระบบงานใหม่ๆ ทำความรู้จักกับบุคลากร และต้องรับรู้ปัญหาและสิ่งที่จะต้องแก้เบื้องต้น โดยตั้งแต่แรกเข้ามาคนเดียว มีทีมงานเข้ามาร่วมด้วยประมาณ 3-4 คน อาจไม่ได้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน เน้นพูดคุยร่วมกับพนักงาน รฟท.ให้มากที่สุด รวมถึงพนักงานทั่วไปเพราะอยากรู้ว่า แต่ละท่านอยากให้ รฟท.พัฒนาไปในทางใดบ้าง
เมื่อถามว่ากดดันมากหรือไม่ เนื่องจากเป็นการพลิกข้ามสายงานครั้งใหญ่ นายวีริศกล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมากขนาดนั้น เนื่องจากได้รับการต้อนรับที่ดี จากบุคลากรของ รฟท. ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงพนักงานทั่วไป ทำให้ตนสามารถจัดรูปแบบการทำงานให้เป็นอยู่ในระบบทีมได้
อย่างไรก็ตาม นายวีริศกล่าวว่า ความท้าทายมีแน่นอน ซึ่งงานหลักๆ นอกจากการขับเคลื่อนนโยบายโครงการสำคัญแล้วนั้น คิดว่าช่วง 4 เดือน ‘การแก้ปัญหาที่ค้างสะสม’ คืองานหลักที่ต้องเร่งเข้ามารับผิดชอบเช่นกัน
นายวีริศกล่าวอีกว่า ถือคติปัญหาที่ค้างก็ต้องแก้และต้องค่อยๆ เรียนรู้ถึงต้นตอปัญหา จึงจะสามารถแก้ไขทีละประเด็นได้ โดยหลักปัญหาสำคัญ เป็นในส่วนของภาคกฎหมาย ตนเป็นวิศวกร ความถนัดทางด้านกฎหมายอาจจะไม่เชี่ยวชาญลึกซึ้งนักดังนั้นจึงต้องนำผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เข้ามาช่วยกรองเอกสาร
ขณะที่ปัญหาที่ดินต่างๆ เป็นเรื่องของความเป็นธรรม มีผู้เสียหายเยอะ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน เวลาแก้ไขปัญหาตรงนี้ ต้องมองให้รอบด้าน
นอกจากนี้ต้องมุ่งการแก้ปัญหาหนี้สิน รฟท.ที่สะสมมานานกว่า 2.3 แสนล้านบาท มีปัญหาเรื่องของเอกสาร และการมอบอำนาจ เนื่องจากความรับผิดชอบหลักจะเป็นในส่วนของเอสอาร์ที แอสเสท (SRTA) บริษัทลูกของ รฟท. และเอกสารอาจจะไม่พร้อมหลายจุด ซึ่งทาง รฟท.จะเร่งเคลียร์เรื่องปัญหาของเอกสารและการมอบอำนาจให้มีความลงตัวและถูกต้อง
นั่นเพราะบางปัญหาถูกสะสมมานานพอสมควร และผ่านมือผู้ว่าการหลายท่านที่พยายามแก้ปัญหามาตลอด ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลา และต้องขับเคลื่อนนโยบายเดิมที่ตั้งใจไว้เช่นกัน แม้ปัญหาสะสมต่อเนื่อง แต่ยืนยันว่าจะพยายามแก้ไขให้ได้มากที่สุด เชื่อมั่นว่าปัญหาทุกอย่างจะหมดและคลี่คลายไปในยุคการรถไฟฯของนายวีริศอย่างแน่นอน
•ปี’68ลุยรถไฟทางคู่-ไฮสปีดต่อเนื่อง
นายวีริศกล่าวว่า สำหรับปี 2568 เป้าหมายที่ชัดเจนอย่างแรก คือ การแก้ปัญหาต้องชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น สองคือการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากตนเองและทีมสามารถปรับตัวเรียนรู้ในการต่อยอดงานมาพอสมควรแล้ว ดังนั้น การทำงานจะต้องรวดเร็วและเป็นไปตามแผนที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นายวีริศระบุว่า โครงการสำคัญ ที่อยากขับเคลื่อนในปี 2568 คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตามที่นายสุริยะได้เคยกล่าวในสื่อไว้ว่า ในปี 2568 ครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน 50 ปี ซึ่งกระทรวงคมนาคมพยายามเร่งรัดเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่ล่าสุดอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ระหว่าง 2 ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเส้นทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย สายปากน้ำโพ-เด่นชัย สายชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี สายชุมพร-สุราษฎร์ธานี สายสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา สายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ และสายเด่นชัย-เชียงใหม่ ที่ตนอยากจะสานต่อให้สำเร็จช่วงปี 2568
นอกจากนี้ นายวีริศต้องการสะสางปัญหาปมการแก้สัญญาจ้างขนรถไฟคิฮะ (Kiha) 40/48 ที่มีการกล่าวว่าการแก้สัญญาอาจจะส่อเอื้อเอกชน และรถไฟมือสอง 20 คัน อยู่ในท่าเรือแหลมฉบัง โดยยังไม่ได้นำมาใช้งาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ว่า รฟท.ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขภายในปี 2568
ความตั้งใจของนายวีริศ ไม่เพียงมีแต่การแก้ปัญหา หรือผลักดันโครงการเท่านั้น ยังมีความตั้งใจในการบริหารจัดการบุคลากรที่ให้ความสำคัญ
นายวีริศระบุว่า ปี 2568 ตั้งใจจะดูแลบุคลากรทั้ง รฟท. และเอสอาร์ที แอสเสท (SRTA) ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่าการจัดการระบบบุคลากรเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะการมีทีมที่ดีและมีประสิทธิภาพคือสิ่งที่สำคัญ
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่มีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) คู่สัญญากับ รฟท.
นายวีริศระบุว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เตรียมเสนอแก้ไขร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2568
โดยโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) คือ การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน และยังไม่มีการเจรจาถึงแนวทางยกเลิกสัญญา เพื่อเปิดประมูลจัดหาเอกชนรายใหม่ รวมถึงยังไม่มีการเจรจาแนวทางที่จะให้ รฟท.กลับมาลงทุนงานโยธาเอง และหาเอกชนร่วมลงทุนเฉพาะส่วนของงานเดินรถ
อย่างไรก็ตาม นายวีริศกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วหากเป็นนโยบายของรัฐบาลว่าไม่ควรแก้ไขสัญญา และให้ยกเลิกสัญญา หรือประมูลใหม่ ทาง รฟท.ก็ยืนยันในความพร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้เอง แต่รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินทุนงานโยธาด้วย ซึ่งทาง รฟท.ก็จะต้องจัดลำดับความสำคัญทางการลงทุน เพราะปัจจุบัน รฟท.มีโครงการเตรียมลงทุนรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 รวม 7 เส้นทาง และโครงการไฮสปีดไทยจีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย
โดยโครงการเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการในปี 2568 ดังนั้นการที่ รฟท.มีโครงการที่ต้องลงทุนจำนวนมาก หากต้องนำโครงการไฮสปีดสามสนามบินกลับมาดำเนินการเอง ก็จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญอีกครั้ง
นายวีริศกล่าวว่า จากการหารือกับสำนักงานอีอีซี เรื่องของการแก้ไขร่างสัญญาไฮสปีด ต้องได้ข้อสรุปจบภายในเดือนมกราคม 2568 ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างร่วมทับซ้อนกับสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ซึ่ง หากจะไปสู่การยกเลิกสัญญาจะต้องพิจารณาถึงส่วนได้ส่วนเสีย และแง่กฎหมาย ว่าจะต้องมีการชดเชยคู่สัญญาหรือไม่ และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือหากจะประมูลใหม่จะทำโครงการนี้ล่าช้า และกระทบไปถึงสัญญาโครงสร้างร่วมไฮสปีดไทยจีนที่ยังรอการก่อสร้างในช่วงทับซ้อนบางซื่อ-ดอนเมืองหรือไม่
เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เป็นโครงการที่ประชาชนและหลายฝ่ายจับตามองเป็นพิเศษ และเป็นอีกหนึ่งโครงการที่วัดใจวัดฝีมือนายวีริศพอสมควร
•ตั้งใจเต็มร้อยมุ่งพัฒนาระบบราง
นายวีริศระบุว่า เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะผลักดันรถไฟไทยเป็นฮับของภูมิภาค ขอยืนยันว่าการเข้ามาสมัครผู้ว่าการในครั้งนี้เป็นจังหวะโอกาสหนึ่งที่เห็นว่ามีศักยภาพพร้อมที่จะทำงานได้ จึงตัดสินใจเข้ามาสมัครตามกระบวนการอย่างถูกต้องและโปร่งใสตามกระบวนการ เป็นความตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหาภายในองค์กร ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์รัฐวิสาหกิจต่อรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด
และในระหว่างกระบวนการสรรหาผู้ว่า รฟท.นั้น ก็ได้ปรึกษาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และดำเนินการตามกฎหมายมาโดยตลอด นายสุริยะผลักดันตนเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ แต่ถ้าคณะกรรมการสรรหา (บอร์ด) รฟท.ไม่เห็นด้วยก็คงไปต่อไม่ได้
ผ่านมา 4 เดือน นายวีริศได้พิสูจน์หลายผลงานว่ามีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาการรถไฟฯอย่างจริงจัง โดยผลงานตั้งแต่ที่เข้ามารับตำแหน่ง อย่างแรก คือการแก้ปัญหาสะสมหลายอย่างที่เริ่มจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะกิจอย่างเช่น ช่วงปัญหาอุทกภัย ที่ได้ดูแลผู้โดยสารอย่างเต็มที่เพื่อให้การเดินทางโดยรถไฟคล่องตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลงานต่อมาคือ การขอเพิ่มบุคลากร รฟท. ซึ่งมีผู้เข้ามาสมัครเป็นจำนวนมาก และอยากมาเป็นทีม รฟท.กัน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเที่ยวขบวนรถพิเศษ เส้นทางสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ไป-กลับ อีกจำนวน 18 เที่ยว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมได้อีก 12,000 คน
นายวีริศกล่าวว่า ตลอด 4 เดือนจะไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีและรวดเร็วขนาดนี้ได้ หากไม่มีทีมที่ดี อยากขอบคุณผู้บริหาร และบุคลากรการรถไฟฯ ที่ให้คำแนะนำหลายอย่างให้เข้าใจระบบงานของ รฟท.มากขึ้น และร่วมมือร่วมใจพากันทำงานกันให้สำเร็จในหลายงาน เชื่อว่าในปี 2568 การจัดการระบบงานต่างๆ จะดีขึ้น และการทำงานจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
“ถ้าให้คะแนนการทำงานของตนเองในปี 2567 ผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก อาจจะยังไม่ให้คะแนนสูง ขอพิสูจน์อีกที 2568 แต่ถ้าคะแนนความตั้งใจเต็ม 10 ผมขอ 13 ละกัน (ยิ้ม) เพราะผมทุ่มเทเต็มร้อย” นายวีริศทิ้งท้าย

