กระทรวงการคลังคือกระทรวงสำคัญ เปรียบแม่ทัพเศรษฐกิจ ที่ดูแลกระเป๋าเงินของประเทศ ก็ว่าได้
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายต่างๆ มากมาย โดยมาตรการที่โดดเด่น อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการลดหย่อนภาษี (ชิม ช้อป ใช้, ช้อปดีมีคืน, อีซี่ อี-รีซีท) เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัย กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โครงการไร่ละพัน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว
ตลอดจนมาตรการด้านบรรเทาและเยียวยา เช่น ในช่วงวิกฤต อย่าง เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ ม.33 เรารักกัน เป็นต้น รวมไปถึงหน่วยงานในกำกับ อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มาตรการสินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) สินเชื่อที่อยู่อาศัย
•ลุยเก็บภาษีบริษัทใหญ่ข้ามชาติ
สำหรับปี 2568 กระทรวงการคลังมีแผนงานต่างๆ ที่รอการเดินหน้าต่อมากมาย ไม่ใช่แค่เพียง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อีซี่ อี-รีซีท 2.0 หรือโครงการโอนเงิน 10,000 บาท เฟส 2 กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเฟส 3 กลุ่มทั่วไป เท่านั้น
แต่ยังมีโปรเจ็กต์ใหญ่ โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมาย ทั้งเรื่องของภาษี การค้า การลงทุน ที่จะต่อยอดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาว
สำหรับกฎหมายฉบับที่คลอดแล้วคือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 ที่ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ให้มีผลบังคับให้นิติบุคคลข้ามชาติ (Multinational Enterprises: MNEs) ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่ากลุ่ม MNEs ของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือกลุ่ม MNEs ของต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% ให้กับประเทศต้นทางที่จดทะเบียน หรือเสียที่ประเทศซึ่งเป็นแหล่งเงินได้
โดยเริ่มมีผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป หรือเริ่มยื่นแบบแสดงรายได้ในปีภาษี 2569
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ระบุ จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ และบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่รับรู้แล้วว่ากำลังจะถูกบังคับให้เสียภาษีดังกล่าว โดยหากบริษัทข้ามชาตินั้นๆ ไม่เสียภาษีนิติบุคคล 15% ที่ประเทศไทย ก็ต้องกลับไปเสียภาษีในประเทศบ้านเกิดตัวเอง และบางส่วนก็อยากมาเสียภาษีที่ประเทศไทย ทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่มขึ้นราว 1 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทข้ามชาติที่เลือกจะเสียภาษีนี้ให้กับประเทศไทย ก็อยากให้รัฐบาลไทยมีมาตรการดูแล สนับสนุนการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ จึงเป็นที่มาว่ารัฐบาลจะมีการออกกฎหมายสนับสนุน กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“กองทุนนี้มีประโยชน์ คือ จะมีการนำเงินบางส่วนจากเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้เข้าไปใส่ไว้ และนำเงินมาสนับสนุนเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต การสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว การลดฝุ่นพีเอ็ม2.5 ให้กับบริษัทข้ามชาติที่เลือกมาเสียภาษีนิติบุคคลในไทย ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในกับประเทศ” รมต.จุลพันธ์ระบุ
•เปิดทางธุรกิจสีเทา ดูดลงทุนแสนล้าน
นอกจากนี้ รมต.จุลพันธ์ระบุอีกว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือ “พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ขณะนี้รอที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ครม. และจะผลักดันให้เข้าที่ประชุมรัฐสภาที่จะเปิด ในช่วงเดือนมกราคม 2568
ทั้งนี้ หลังปีใหม่จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการ ซึ่งหมายรวมถึงการกำหนดจุดที่จะจัดตั้งเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ด้วย เพราะเราไม่ต้องการให้นักลงทุนเข้ามาล็อกพื้นที่การก่อสร้าง
โครงการนี้จะมีประโยชน์ด้านการสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้นหรือมีเม็ดเงินลงทุนราว 1 แสนล้านบาท โดยยกตัวอย่างกรณีสิงคโปร์ที่มีโครงการในลักษณะเดียวกันได้สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 5 หมื่นล้านบาท และมีรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ 2 หมื่นบาท
“พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะเข้ามาทั้งจากการลงทุนและการใช้จ่าย ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนในช่วงการก่อสร้างนั้นจะทำให้การลงทุนของประเทศขยายตัวได้เพิ่มขึ้นกว่า 0.2% ต่อปี และรายได้จะมาจากฝั่งของโรงแรม กีฬา สถานบันเทิง ต่างๆ โดยมีกาสิโนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เท่านั้น คาดว่าจะทำให้การใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 0.7% ต่อปี” รมต.จุลพันธ์ระบุ
ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายที่ได้ร่างขึ้นมานั้น จะเทียบเท่ากฎหมายของ EEC ที่จะสามารถผลักดันโครงการดังกล่าวได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะครอบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เพื่อผ่อนปรนให้โครงการนี้เกิดขึ้น
•สานต่อไทยสู่ฮับการเงินของโลก
ขณะที่อีกโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่ของกระทรวงการคลัง คือ นโยบายศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ที่มีการประกาศนโยบายตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” และคลังยังคงสานต่อร่างกฎหมายดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน โดยร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ขณะนี้เสร็จแล้ว และกำลังไปสู่ขั้นตอน เปิดรับฟังความคิดเห็น ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2567-9 มกราคม 2568
สำหรับเรื่องนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง “เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ได้ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงินใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว คาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 แล้วตั้งใจนำเสนอเข้าสู่สภาให้ทันในวาระแรกภายในเดือนเมษายน 2568
“พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน จะเป็นการดึงเม็ดเงินก้อนใหญ่จากธุรกิจการเงินระหว่างประเทศ มาสู่ประเทศไทย โดยไทยจะเป็นเหมือนเกตเวย์ในอาเซียน โดยไทยจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมด้านการเงิน และกระจายสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV ต่อไป รวมถึงเป็นโอกาสที่ดี ในการจะนำสถาบันการเงินระดับชาติ-ระดับโลก เข้ามาอยู่ในเมืองไทย” รมต.เผ่าภูมิระบุ
ทั้งนี้ คลังได้มีการหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว
มีความเห็นตกลงกัน ในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางทางการเงิน (One-stop Authority: OSA) ขึ้นใหม่ในรูปแบบหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อดูแลมิติด้านการออกใบอนุญาต กำกับดูแล การให้สิทธิประโยชน์ในการด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี
รวมถึงมีเป้าหมายดึงดูดธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจระบบการชำระเงิน และบริการชำระเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจอื่น เข้ามาลงทุนในประเทศ รวมถึงการตั้งสำนักงานในไทยด้วย
•ทางเลือกวัยเก๋าเก็บออมหลังเกษียณ
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. (ฉบับที่…) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อให้กองทุนการออมแห่งชาติดำเนินการในโครงการ “สลากออมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (หวยเกษียณ)” สำหรับขั้นตอนต่อไปคือการตรวจทานร่างกฎหมายโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา และเข้าสู่กระบวนการในรัฐสภา
ทั้งนี้ หวยเกษียณ เป็นกลไกที่ออกมาเพื่อสนับสนุนการออมของประเทศ โดยใช้วิถีชีวิตคนไทยที่ชอบลุ้นโชค ผนวกกับภาวะการขาดการออมของคนไทย โดย กอช.ออกสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับสมาชิก กอช. ผู้ประกันตน ม.40 และแรงงานนอกระบบ ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน
โดยออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. มี 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล และรางวัลที่ 2 จำนวน 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล ซึ่งผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ (PromptPay) ขณะที่เงินค่าซื้อสลากถูกเก็บเป็นเงินออม แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม
เพราะฉะนั้น เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก (เงินออมทรัพย์) ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. โดย กอช.จะเป็นผู้บริหารจัดการเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อผู้ซื้อสลากอายุครบ 60 ปี จะสามารถถอนเงินทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตออกมาได้
นอกจากนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบการให้ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ซื้อหวยเกษียณได้อีกด้วย โดยต้องออมไว้ 10 ปี หลังจากวันที่ซื้อวันแรก เช่น ถ้าซื้อตอนอายุ 66 ปี ก็จะสามารถถอนเงินทุกบาทที่ซื้อไปได้ตอนอายุ 76 ปี
“พี่น้องประชาชนก็จะสามารถออมเงินผ่านหวยเกษียณได้ เป็นการซื้อหวยที่เงินไม่หาย ไม่มีวันถูกหวยกิน ทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนตอนเกษียณ” รมต.เผ่าภูมิทิ้งท้าย
•ดันระบบค้ำประกันใหม่เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบหลักการจัดตั้ง “สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ” หรือนากก้า ((National Credit Guarantee Agency: NaCGA) โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรดังกล่าวร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้เวลา 6 เดือน และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งกฎหมายที่จะถูกเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาในการเปิดสมัยประชุมต้นปี 2568
สำหรับ “นากก้า” หรือ สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ คือการยกเครื่องระบบค้ำประกันของไทย เป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยไม่เป็นทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นการค้ำประกันโดยตรง (Direct Guarantee) โดยเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้
ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูล การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การคิดค่าธรรมเนียม การค้ำประกันอิงตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) การอนุมัติและออกหนังสือค้ำประกัน
โดยรายได้ของนากก้ามาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ เงินสมทบจากรัฐบาล เงินสมทบจากผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ และค่าธรรมเนียมจากผู้ขอสินเชื่อ
“นากก้า” เสมือนสถาบันประกัน แต่เป็นการ “ประกันความเสี่ยงทางการเงิน” ให้ประชาชน โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1.ประชาชนผู้ต้องการสินเชื่อ ติดต่อ นากก้า
2.นากก้า ประเมินความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อเป็นรายบุคคล
3.นากก้า คิดค่าธรรมเนียมในอัตราต่ำในการค้ำประกันสินเชื่อตามความเสี่ยง (รัฐบาลและสถาบันการเงินช่วยสมทบ)
4.นากก้า ออกหนังสือค้ำประกันให้บุคคลนั้น โดยเป็นการประกันความเสี่ยง หากผิดนัดชำระหนี้
5.ผู้ขอสินเชื่อ นำหนังสือค้ำประกัน ไปใช้ในการไปขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
6.สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อ เพราะผู้ขอสินเชื่อได้รับการค้ำประกันความเสี่ยงจากนากก้าเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตาคือ กลไกการทำงานของนากก้า กับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานของกระทรวงการคลัง ที่ทำหน้าที่ช่วยค้ำประกัน ให้ประชาชนรายย่อยและภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้น จะมีบทบาทซ้ำซ้อนกัน จนเกิดการพิจารณาควบรวมหรือไม่
•ร่วมดันตั๋วร่วม-เช่าที่ดิน 99 ปี
อย่างไรก็ตาม งานของคลังยังไม่หมดแค่นั้น เพราะคลังยังมีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับหลายกระทรวง อาทิ กฎหมายประกอบร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งคลังจะดูแลเรื่องการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผู้ดูแลในเรื่องกองทุนดังกล่าว
รวมไปถึง การเป็นส่วนหนึ่งของการ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งหน่วยงานหลักคือกระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงการคลังก็มีหน้าที่ดูแลในขั้นตอนท้าย ซึ่งกฎหมายนี้จะเกี่ยวข้องการนโยบายของรัฐบาลทั้ง โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ที่ให้คนรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย โดยการผ่อนเดือนละ 4,000 บาท ยาว 99 ปี
รวมไปถึงเรื่องของการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดคนเก่งเข้าประเทศ แต่ประเทศไทยก็จะไม่เสียที่ดินให้ต่างชาติไป
ทั้งหมดนี้ คือแผนงานของกระทรวงการคลัง ที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตรอบด้าน
เพื่อเป้าหมายจีดีพีทะลุ 3% นับจากนี้

