ปี 2567 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มั่นใจตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะแตะ 9 แสนล้านบาท
หลังจากช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2567) ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน จำนวน 2,195 โครงการ เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวม 722,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เป็นยอดลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปี!!
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุ ยอดลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพและพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อนโยบายรัฐบาลและมาตรการสนับสนุนของรัฐ
ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนเชิงรุกของรัฐบาลและบีโอไอ ได้ทำให้เกิดการลงทุนโครงการใหญ่ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ จำนวนมาก เช่น เซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และพลังงานหมุนเวียน
แน่นอนเม็ดเงินส่วนใหญ่เป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้เศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดเศรษฐกิจจีนซบเซา
มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,449 โครงการ เพิ่มขึ้น 66% เงินลงทุนรวม 546,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 180,838 ล้านบาท จีน 114,067 ล้านบาท ฮ่องกง 68,203 ล้านบาท ไต้หวัน 44,586 ล้านบาท และญี่ปุ่น 35,469 ล้านบาท
ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 1.5 แสนตำแหน่ง
เลขาฯนฤตม์ ให้ข้อมูลการลงทุนรายประเทศ ดังนี้
สิงคโปร์ ลงทุนมากเป็นอันดับ 1 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 205 โครงการ คิดเป็น 14% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 180,838 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มีการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทสิงคโปร์ที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีนและสหรัฐอเมริกา ในกิจการ Data Center จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวม 60,760 ล้านบาท และกิจการผลิต Printed Circuit Board (PCB) เงินลงทุน 13,923 ล้านบาท
สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงทุนมากเป็นอันดับ 2 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 554 โครงการ คิดเป็น 38% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 114,067 ล้านบาท คิดเป็น 21% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
ฮ่องกง ลงทุนมากเป็นอันดับ 3 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 117 โครงการ คิดเป็น 8% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 68,203 ล้านบาท คิดเป็น 12% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ มีการร่วมทุนของไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ ในกิจการ Wafer Fabrication จำนวน 1 โครงการ เงินลงทุน 11,542 ล้านบาท อีกทั้งมีการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทฮ่องกงที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ในกิจการผลิต Printed Circuit Board (PCB) เงินลงทุน 6,371 ล้านบาท และกิจการผลิตวัตถุดิบสำคัญในการผลิต PCB เช่น Copper Clad Laminate และ Prepreg เงินลงทุน 6,151 ล้านบาท
ไต้หวัน ลงทุนมากเป็นอันดับ 4 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 96 โครงการ คิดเป็น 7% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 44,586 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
ญี่ปุ่น ลงทุนมากเป็นอันดับ 5 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 194 โครงการ คิดเป็น 13% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 35,469 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
เลขาฯนฤตม์ยังลงลึกสถิติ FDI ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-กันยายน 2567) พบว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 5,409 โครงการ เงินลงทุน 2,085,542 ล้านบาท
ส่วนมากเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ยานยนต์และชิ้นส่วน ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกว่า 6.4 แสนตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ 5 ประเทศลงทุนไทยสูงสุดต่างจากปีนี้!!
จีน ลงทุนมากเป็นอันดับ 1 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,380 โครงการ คิดเป็น 26% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 413,643 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
สิงคโปร์ ลงทุนมากเป็นอันดับ 2 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 760 โครงการ คิดเป็น 14% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 392,154 ล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนมากเป็นการลงทุนของบริษัทแม่สัญชาติจีนและสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น ลงทุนมากเป็นอันดับ 3 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,099 โครงการ คิดเป็น 20% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 291,768 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา ลงทุนมากเป็นอันดับ 4 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 196 โครงการ คิดเป็น 4% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 191,529 ล้านบาท คิดเป็น 9% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
ไต้หวัน ลงทุนมากเป็นอันดับ 5 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 335 โครงการ คิดเป็น 6% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ เงินลงทุน 174,942 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของเงินลงทุนของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ
เห็นการขับเคี่ยวระหว่างจีนและสิงคโปร์ ขณะที่ญี่ปุ่นปีนี้ตกลงไปเยอะ
ปี 2568 น่าสนใจอย่างยิ่งว่าไทยจะเนื้อหอมแค่ไหน และอันดับประเทศที่ลงทุนจะเป็นอย่างไร
เพราะสะท้อนสถานการณ์อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี

