หน้าแรก เศรษฐกิจ เจาะเศรษฐกิจไ...

เจาะเศรษฐกิจไทย : มหกรรม White Liar

30.12.24 | 07:50 น.

เจาะเศรษฐกิจไทย : มหกรรม White Liar

คำว่า White Liar เป็นคำที่อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ พี่โต้ง พี่ชายที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง นำมาใช้เมื่อหลายปีก่อน เพื่ออธิบายว่าเวลาที่จำเป็นจะต้องโกหกอะไรเพื่อให้คนฟังสบายใจ หรือเพื่อมิให้สถานะการฟังทำให้อะไรอย่างอื่นมันแย่ลง เพื่อคาดหวังผลดี เป็นการโกหกเพื่อสร้างบุญ เขาเรียกว่า White Liar ผมว่าคำนี้จะใช้เหมาะมากกรณีที่ต้องโกหกคนป่วย เพื่อมิให้เกิดความเครียดและกังวลทำให้อาการทรุดหนักลง แต่หากนำมาใช้กับบ้านเมือง คือโกหกเพื่อทำให้คนหลงเชื่อว่ากำลังทำในสิ่งที่ดีและถูกต้อง ไม่ควรนำมาใช้ กับคำว่า White Liar

แต่ผมหยิบยกคำว่า White Liar นี้เพราะสิ่งที่ผมเห็นว่าเกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้มันมีลักษณะคล้ายๆ กับบริบทที่พี่โต้งเคยนำมาใช้เมื่อหลายๆปีก่อน แต่อาจหนักกว่าตอนโน้นเพราะเป็นการโกหกที่เป็นเบี่ยงเบนเรื่องเลย คือทำให้ไม่เห็นความด้อยของตน หรือเอาความดีใส่ตัวแม้ว่ามันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องหลักๆ ที่คนสนใจในขณะนี้ เท่าๆ กับเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย หรือการเรียกร้องความเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรมไทย เห็นได้จากการที่รัฐบาลมักจะพูดเสมอๆ ว่าเศรษฐกิจมันเติบโตได้น้อย หรือต่ำกว่าศักยภาพ เป็นเพราะธนาคารกลาง หรือ ธปท. ไม่ยอมลดดอกเบี้ย หรือเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ ไม่ยอมปล่อยกู้ อาศัยแต่การกินผลกำไรจากดอกเบี้ยจากพันธบัตร หรือเป็นเพราะรัฐบาลจะต้องไปชดเชยหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่ไปรับความเสียหายจากกรณีถูกโจมตีค่าเงิน)ทำให้ไม่มีเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ งบลงทุนเลยมีน้อย หรือจะมาหยิบยกว่าการที่ประเทศได้ยอดการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล ทั้งหมดเหล่านี้มันคือ White Liar ไหม อย่างน้อยทำให้ประชาชน นักลงทุน รู้สึกดีกับเศรษฐกิจไทยว่ามีความหวังที่จะกระเตื้องขึ้น

แต่ผมไม่ค่อยสบายใจ เพราะด้วยความที่ผมอาจมีความเป็นนักวิชาการเยอะ คิดทุกอย่างเป็นโลจิก เป็นข้อเท็จจริง เลยมีเรื่องอยากมาเล่าสู่กันฟัง อย่างแรก อยากทำความเข้าใจว่าธนาคารพาณิชย์กับนักลงทุนต่างประเทศ เขาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในพันธบัตรของรัฐบาลมาช้านาน จนเป็นตลาดตราสารหนี้ที่มีการกำกับดูแล อยู่ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นแหล่งการลงทุนที่เงินทุนต่างประเทศมักเข้ามาพักเงินไว้ จะนานหรือจะสั้น ก็แล้วแต่สถานะของปัจจัยการเงิน โดยเฉพาะเรื่องทิศทางค่าเงิน และดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ ถ้าค่าเงินมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น เงินก็พักอยู่นาน

ข้อเท็จจริงคือ เขาเหล่านั้นเป็นนักลงทุน ที่ซื้อพันธบัตรจากรัฐบาล คนได้เงินไปคือรัฐบาล เขาถือกระดาษของรัฐบาลไว้ จึงไม่ใช่เรื่องว่าเขาได้กระดาษแล้วเขาจะไม่ไปปล่อยกู้ เพราะกระดาษเหล่านี้ ธปท.อนุญาตให้ใช้เป็นเงินกองทุนของธนาคารได้ ถ้าเงินกองทุนมีเหลือคือมีมากกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดไว้ เขาก็สามารถนำพันธบัตรเหล่านี้มาซื้อๆขายๆได้ เป็นการหาทำกำไร เขาทำแบบนี้กันทั่วโลก เงินที่ปล่อยกู้ ก็มาจากเงินฝากที่เขารับมาจากประชาชน ดังนั้นเขาต้องประเมินความเสี่ยงจากภาพรวมของเศรษฐกิจ และโครงการที่มาขอกู้เป็นรายๆ ส่วนรัฐบาลได้เงินไป ก็ต้องเอาไปลงทุน หรือไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณลง คนที่ไปสร้างผลจากเงินที่ลงทุนนี้คือรัฐบาล ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

Advertisement

ปัญหาคือเงินลงทุนในงบประมาณมันน้อย เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่มีใครปรับโครงสร้างการคลังอย่างจริงจัง ไม่มีใครปรับโครงสร้างภาคราชการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดกำลังคน และการทำรัฐบาลให้เป็นดิจิทัลเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง รัฐบาลผ่านๆมาสร้างเศรษฐกิจโตขนาดย่อมมาตลอด ไม่ทันกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โครงสร้างการคลังมันจึงเป็นเตี้ยอุ้มค่อม พอจะมาทำโครงการอย่างกระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นโครงการใหญ่ ก็มีคนจ้องร้องเรียนมากมาย เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลมีศัตรูทางการเมืองมาก ในที่สุดรัฐบาลหาแหล่งเงินมาใช้ทำโครงการไม่ได้ โดยธปท.ขวางว่าการจะทำเงินดิจิทัลมาให้ประชาชนใช้จ่าย มันไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น และถ้าทำเป็นเงินดิจิทัลเพื่อให้มีการซื้อขายแบบเป็นเหรียญดิจิทัล สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย จะมาใช้เงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ก็ถูกหน่วยงานด้านกฎหมายแสดงความเป็นห่วง ในที่สุดรัฐบาลเองโดนเตะสกัดเพราะคิดไม่รอบคอบเองมาแต่แรก ผมเองก็หนึ่งในบุคคลที่เคยเตือนเรื่องพวกนี้ก่อนเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ โครงการจึงออกมาล่าช้ามาก และเนื่องด้วยหาเงินมาทำโครงการก็ไม่พอ จึงทำทีละขยัก ขยักแรกไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อน แล้วมันจะสร้างให้เศรษฐกิจโตตามเป้าหมายได้อย่างไร เพราะกลุ่มเปราะบางไม่ใช่กลุ่มอาชีพอะไร ตัวคูณการใช้จ่ายมันจึงต่ำ มันเป็นความผิดที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้หรือ มิหนำซ้ำรัฐบาลก็ไม่มีโครงการอื่นที่มีนัยมาประกอบการกระตุ้นเศรษฐกิจผสมโรงด้วย

การที่มักไปกล่าวถึงเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ว่าเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตน้อย จริงๆแล้วจะไปพูดอย่างนั้น มันก็มีส่วนจริงอยู่บ้างน้อยๆ แต่ต้องเข้าใจว่าธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามธนาคารกลางแต่อย่างใด ถ้าภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ มันดูดี ธนาคารพาณิชย์สามารถสร้างแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อโดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงได้อยู่แล้ว เป็นดุลยพินิจอย่างอิสระ เพราะส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากมันค่อนข้างกว้างมาก ธนาคารพาณิชย์เขาไม่มีแรงจูงใจมากกว่า เพราะเศรษฐกิจมันไม่โตดีพอ จำนวนลูกค้าก็ไม่เพิ่มขึ้น แต่ธนาคารกลาง เขาคงมองว่านโยบายของภาครัฐมีความเสี่ยงต่อฐานะการคลังค่อนข้างมาก ขณะที่คงการให้ความสำคัญต่อการเสถียรภาพทางการเงินและเก็บกระสุนไว้กระตุ้นในยามจำเป็นจริงๆ เหมือนประเทศจีนออกมาให้สัมภาษณ์เร็วๆนี้ต่อการรับมือสงครามการค้าในอนาคต

ธปท. สามารถออกมาในทำนองนี้ได้ โดยที่ไม่สามารถมีใครออกมากล่าวหาได้อย่างมีหลักฐานว่าต้องลดดอกเบี้ยเท่านั้นเท่านี้ แต่ถ้าผ่านจากนี้ไปอีก 3-6 เดือนธนาคารกลางไม่ยอมลดดอกเบี้ยลงอีกเลยแม้สักครั้งหนึ่ง เพราะเงินเฟ้อเราต่ำกว่าเป้าหมายมานานแล้ว และมีสงครามการค้าระลอกใหม่มาเป็นตัวเล่นใหม่ ระยะเวลาข้างหน้าอีก 3-6 เดือนมันควรเพียงพอที่จะตัดสินใจใช้กระสุนในการลดดอกเบี้ยลงได้บ้างแล้ว กระนั้นเราคงจะกล่าวว่าธนาคารกลางได้แล้วว่า ธนาคารกลางตั้งใจจะเล่นการเมือง หักเหลี่ยมกับรัฐบาล

ตอนนี้จึงยังไม่ง่ายที่จะโทษธนาคารกลางว่า การไม่ลดดอกเบี้ยเป็นตัวถ่วงระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถใช้กลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในการลดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ได้อยู่แล้ว และเขาก็ทำแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาเยอะอย่างมีนัย เพราะสภาพเศรษฐกิจที่มันชะลอ มันก็ไม่มีคนมาขอกู้เงินเช่นเดียวกัน ยอดการขายรถยนต์ก็ลดลง ยอดการขอสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบ้านก็ลดลงอยู่ดี เราไม่ได้อยู่ในสถานะเศรษฐกิจขยับขยายเหมือน อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ที่ธนาคารพาณิชย์โตเอาโตเอา เพราะเราผิดพลาดที่มีการปฏิวัติมา และใช้นโยบายต่วมเตี้ยมมานาน รัฐบาลปัจจุบันก็กระชากเศรษฐกิจขึ้นไม่ได้เหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อปี 2544

ณ ขณะนี้ส่องไปดูงบประมาณปี 2568 มันก็ไม่เห็นโครงการอะไรอื่นจะมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัย มันแค่เป็นเรื่องต่อเนื่อง เรื่องงบผูกพันทั้งนั้น เรื่องที่พูดขายโครงการล้วนแล้วแต่เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งนั้น ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่จะสรุปว่าจะทำหรือไม่ทำ โครงการอะไรบ้าง นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลนี้เข้ามาปีกว่า ประเทศเราก็เจอภัยธรรมชาติมากมาย ไม่ได้หยุดหย่อน งบประมาณที่สมควรจะไปใช้ลงทุนก็กลับต้องไปอยู่ในงบกลาง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการหยิบไปใช้ในการบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายงบประมาณ

สิ่งที่เห็นตอนนี้ที่รัฐบาลทำ คือพยายามเล่นกับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ที่มีอยู่ เพื่อเอามาทำโครงการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ซึ่งถือเป็นผลดีกับประชาชนและเศรษฐกิจ อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพียงแต่ว่า มันไม่ได้มีส่วนทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีกำลังได้โดยตรง มันเป็นทางอ้อมที่ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายดำรงชีพได้น้อยลง แต่ก็มีคำถามจำนวนมากว่า โครงการรถไฟฟ้าอย่างสายสีเขียว ที่กำลังจะหมดสัมปทานลงไป หรือสายอื่นๆที่รัฐควรหาเอกชนที่มีประสิทธิภาพมารับจ้างเดินรถได้ แทนที่จะต้องไปผูกโยงกับนายทุนคนสำคัญที่เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ว่าได้ประโยชน์จากการไฟเขียวให้กทม.ชำระหนี้ที่ค้างอยู่จำนวนมาก และมีแนวโน้มจะได้ต่อสัมปทานสายสีเขียวอย่างง่ายๆต่อไปอีกนั้น

ทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการไม่ได้สร้างการแข่งขันระหว่างเอกชนที่มีศักยภาพ มากมายเหลือเกิน เงินที่รัฐเสียโอกาสที่ควรจะได้ อาจนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำโครงการได้มากกว่าค่าโดยสารที่ประชาชนจะจ่ายน้อยลงไปขนาดไหน อย่าลืมว่ามูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟฟ้า มีมูลค่าเป็นแสนๆล้านบาท ทำไมไม่จัดมหกรรมประมูลนานาชาติให้เอาเงินเข้ารัฐให้มากๆ เป็นผลงานหรือประวัติศาสตร์กันไปเลย

สิ่งที่รัฐบาลเคยปรารภไว้ว่าจะทำให้ระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดเป็นของรัฐให้หมด คือเมื่อสัมปทานเส้นไหนหมด รัฐเข้ามาจัดการเอง และจ้างเอกชนที่มีศักยภาพจริงๆเข้ามาเดินรถให้ แข่งกับ รฟท. รฟม. พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพเพื่อการจัดจ้างจริงจังในอนาคต ผมเชื่อว่าจะได้ประโยชน์ในการบริหารราคาค่าโดยสารทั้งระบบจริงๆ ไม่ใช่ทำเป็นส่วนๆ ทำเป็นแค่ไม่กี่สายเท่านั้น หัวใจหลักควรทำสายสีเขียว (BTS) ให้ดูก่อนเพราะมีปริมาณผู้โดยสารสูงสุดในระบบครับ

อีกเรื่อง คือเรื่องสถิติการส่งออก มันคือเรื่องจริงครับที่สถิติการส่งออกเราทำลายสถิติสูงสุดมาโดยตลอด เป็นมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน หรือรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จนถึงรัฐบาลชุดนี้ มันไม่ใช่เรื่องฝีมืออะไรหรอกครับ มันคือภาพรวมการส่งออกของประเทศ ที่เกาะการเติบโตของการค้าโลกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่เติบโตมากๆ เพราะความนิยมในการค้าขายกันเองในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นมากๆ เพราะภูมิภาคนี้มีเศรษฐกิจที่เติบโตดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เราเติบโตน้อยที่สุดหรือรองบ๊วยในกลุ่มประเทศนี้ ดังนั้นเราก็เกาะเกี่ยวปริมาณการค้าของภูมิภาคที่เติบโตดีแบบนี้มานานแล้ว ผมอยากชี้ว่าตัวที่จะวัดฝีมือต่อไป อยากให้กระทรวงพาณิชย์นำสถิติการส่งออกไปยัง ยุโรป และสหรัฐ ต่อไปในปี 2568 ที่คาดว่าสงครามการค้าจะทวีความรุนแรง ถ้าเราสามารถเพิ่มการส่งออกไปยังกลุ่มสองกลุ่มนี้ได้ดี ผมเห็นด้วยว่า อันนี้คือความสำเร็จของการทำตลาดสินค้าไทยออกไปข้างนอก

สุดท้ายคือเรื่องของเงินค่าตงที่เก็บจากธนาคารพาณิชย์ไปชดเชยภาระของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรื่องนี้อย่าไปพูดเลยครับว่า เราไปช่วยธนาคารกลาง ทั้งๆที่เขาสร้างความเสียหาย ความเสียหายมันมีการชำระประวัติศาสตร์กันแล้ว เราเลือกที่จะไม่ลงโทษเขาเด็ดขาดเอง ผ่านมานานมาก จนเราเปลี่ยนระบบทุนสำรองระหว่างประเทศเราไปแล้ว และเลือกระบบกึ่งอนุรักษ์นิยม คือไม่ได้อนุรักษ์เต็มที่ แต่ยังลอยตัวแบบบริหารจัดการไว้ ดังนั้นมันจึงเป็นสารตั้งต้นว่าการชำระภาระหนี้ต่างๆ ควรมีความสามารถจัดสรรตัวเลขเงินที่จะชำระได้เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปล่อยให้ ธปท.ไปหาประโยชน์จากทรัพย์สินเพื่อมาคืนหนี้เอง มันไม่ใช่ระบบการเงินลอยตัวทั้งหมด เราไม่ได้ให้ธนาคารกลางมีบทบาทพิมพ์เงินมาอัดฉีดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจได้แบบลอยตัวเหมือนบางประเทศที่เขาทำ QE จะให้เขารับผิดชอบคืนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯเอง ก็ต้องเปลี่ยนระบบทุนสำรองครับ กล้าไหมละครับ

หากอ่านที่ผมเขียนมาอย่างไม่มีอคติ ข่าวที่มีการสาดโคลน หรืออ้างกันไปมา ก็จะน้อยลงไปเหลือแทบไม่มี แต่โฟกัสกลับจะไปอยู่ที่ว่ารัฐจะทำอะไรมากกว่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองเจอของใหญ่ ทำของใหญ่ให้เป็นของดี และทำกติกาให้เอกชนเขามีความสุข มีคนอยากลงทุนร่วมลงทุนกับรัฐให้เศรษฐกิจเฟื้องฟู