เดินทางมาถึงสิ้นทางปี 2567 มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในประเทศไทย จากการเมืองที่ไม่นิ่ง เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นโยบายมากมายที่รอการสะสาง และกระแสสังคมต่างๆ ที่มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจ หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชน คาดว่าจะอยู่ระดับ 2.6-2.7% ถือว่ายังโตต่ำกว่าศักยภาพ
“มติชน” ได้รวบรวมข่าวเด่น ข่าวดัง ของแวดวงเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ไว้ ดังนี้

⦁แจกเงินดิจิทัล10,000บาท
ไฮไลต์กระทรวงการคลัง ในปี 2567 หนีไม่พ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ อย่างโครงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หลังจากที่ติดขัดปัญหามากมาย ทั้งเรื่องแหล่งเงินที่จะมาใช้ ทั้งเสียงคัดค้าน ทำให้เลื่อนการโอนเงินลากยาวมาเกือบ 1 ปี โดยที่รัฐบาลอิ๊งค์ได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปมาก คือ การแบ่งก้อนในการโอนเงิน เบื้องต้นมี 3 เฟส โดยเฟสแรก รัฐบาลได้โอนเงินสด 10,000 บาทไปแล้ว เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้กับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มคนพิการ จำนวน 14.5 ล้านคน วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ส่วนเฟส 2 และ 3 จะตามมาในปี 2568
รวมทั้งประเด็นเด็ดของกระทรวงการคลังในปี 2567 คือการที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง ออกมาพูดถึงประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ให้มากกว่าปัจจุบันที่ 7% ซึ่งข่าวสารก็ตีความไปถึงขึ้นแวต 15% อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นสิ่งอ่อนไหวมากสำหรับการเมือง ดูจากการที่ทุกรัฐบาลแทบไม่มีการแตะต้องแวต และคงไว้ที่ 7% มานานกว่า 30 ปี รวมถึงทาง น.ส.แพทองธารก็ออกมาเบรกกระแสดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีทางปรับขึ้นแวตมากกว่า 7% แน่นอน
อีกไฮไลต์ที่ขาดไปไม่ได้เลย คือเรื่องของการสรรหาประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือบอร์ดแบงก์ชาติ ขณะนี้ก็ยังไม่จบ หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาได้มีมติเลือก “นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง” เป็นว่าที่ประธานบอร์ด ธปท.แล้ว แต่เมื่อส่งรายละเอียดไปตรวจสอบคุณสมบัติกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่านายกิตติรัตน์ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้น หลังจากนี้จะต้องรอดูว่ากระบวนการต่อไป กระทรวงการคลัง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย จะส่งรายชื่อใหม่หรือไม่ โดยยังมีเวลาถึงกลางเดือนมกราคมนี้

⦁คลังลุยแก้หนี้ชุดใหญ่หวังฟื้นศก.ไทย
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังไม่ได้มีเพียงนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังมีโครงการเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย คือ โครงการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของรัฐบาล ทำให้กระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท. ออกโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีจุดประสงค์เข้าไปช่วยแก้ไขหนี้สิน จากสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ครอบคลุมลูกหนี้รวมจำนวน 2.1 ล้านบัญชี เป็นลูกหนี้ 1.9 ล้านราย และมียอดหนี้รวมประมาณ 8.9 แสนล้านบาท โดยโครงการเริ่มตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2567-28 กุมภาพันธ์ 2568
ทั้งนี้ รายละเอียดแบ่งเป็นสองส่วน คือ มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” ปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และเอสเอ็มอี แบบลดค่างวดและพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” สำหรับลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย แต่มียอดคงค้างไม่เกิน 5,000 บาท โดยลูกหนี้จะต้องเข้ามาเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้บางส่วน เพื่อปิดจบหนี้ และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังช่วยแก้หนี้ในกลุ่มเกษตรกรด้วย โดยดำเนินการต่อการโครงการพักหนี้เกษตรกร ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เริ่มมาระยะแรก ตั้งแต่ปี 2566 ส่วนระยะที่ 2 เป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ต่อเนื่องให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรการ ระยะที่ 1 กว่า 1.41 ล้านราย โดยเปิดให้ลูกค้าแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะที่ 2 ผ่านสาขา ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567-31 มกราคม 2568 ซึ่งธนาคารจะตรวจสอบข้อมูล ประเมินศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้
นอกจากนี้สายคลังยังมีไฮไลต์เรื่องหวยๆ โดยส่วนแรกมาจากการสานต่อนโยบายแก้ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ขายเกินราคา หรือหวยแพง ในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2565 ทำให้เกิดการปรับแก้กฎหมายของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อปรับและขยายเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ 1.สลากกินแบ่งรัฐบาลแบบเลข 6 หลัก ที่ขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล แอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” มีฟังก์ชั่นสำคัญเป็นการควบคุมราคาขายไม่เกิน 80 บาทต่อใบ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน ทำให้มีการเติบโต จนปัจจุบันขายอยู่ที่ 26 ล้านใบแล้ว
และ 2.ผลิตภัณฑ์ใหม่สลากเลข 3 หลัก ซึ่งยังอยู่ในช่วงทดลองขาย เริ่มตั้งแต่ในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา และสำนักงานสลากจะใช้ทดลองขายจำนวน 6 เดือน หรือถึงเดือนมีนาคม 2568 เพื่อรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์เรื่องผลกระทบ ซึ่งหากผลออกมาดี ก็จะเริ่มขายจริงช่วงเดือนเมษายน 2568 ทั้งนี้ จากการทดลองขายราว 2-3 งวดที่ผ่านมานั้น ทำให้มีจำนวนน้อย รวมไปถึงเงินรางวัลที่ไม่ได้เยอะ จึงทำให้ผลตอบรับยังไม่ดี ซึ่งก็ต้องลุ้นว่าโครงการนี้จะได้ไปต่อหรือไม่

⦁กับดักอสังหาฯปี67‘ซื้อบ้านไม่ได้สินเชื่อ’
สำหรับเรื่องหนี้ครัวเรือนในปี 2567 ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะลามไปถึงหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ ทำให้ตลอดปี 2567 ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เรียกว่าเป็นปีที่ “ยากลำบาก” ที่สุดในรอบ 10 ปี โดยมีปัญหาใหญ่ “กู้ซื้อบ้าน ไม่ได้สินเชื่อ” ต่างจากในอดีตที่จะมักจะมีปัญหาของการ “ซื้อบ้าน ไม่ได้บ้าน”
ผลพวงติดหล่ม “กำลังซื้อ” จากปัญหาหนี้ครัวเรือนเรื้อรัง แถมยังพุ่งไม่หยุด ทำให้สถาบันการเงินหวั่นหนี้เสียทะลัก จึงตั้งการ์ดสูงในการปล่อยสินเชื่อเพื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะระดับราคาต่ำ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการเผชิญปัญหาอย่างหนักหน่วง ลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตสูงถึง 60-70% โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศทั้งปี 2567 มีมูลค่า 600,812 ล้านบาท ลดลงมากถึง 11.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 อาทิ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นต้น รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ออกมาผสมโรง แต่ยังไม่มี “แรงส่ง” มากพอที่จะบูสต์ตลาดให้พลิกกลับมาเป็นบวกได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังมีความคาดหวังลึกๆ ถ้าหาก “รัฐบาลอิ๊งค์” มีการอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและชัดเจน เพื่อปลุกเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ฟื้นตัว รวมถึงขยายการต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสามารถปลกล็อกมาตรการ LTV ได้ จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมในปี 2568 ไม่แย่ไปกว่าปี 2567 หรือพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างน้อย 3%
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตั้งรับกับสถานการณ์ตลาดที่ยัง “ขมุกขมัว” ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 ได้เห็นผู้ประกอบการต่างปรับแผน เลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่เป็นปี 2568 แทน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่ตลาดชะลอด้วยสต๊อกที่ค้างสะสมและกำลังซื้อกลุ่มระดับกลาง-ล่างที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยหันไปเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดยุทธศาสตร์ที่ยังคงมีกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบิ๊กแบรนด์รายใหญ่บางราย ยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่บ้างในบางทำเล แต่ยังคงระมัดระวังในการกำหนดราคาขายไม่สูงกว่าราคาตลาดในภาวะที่ตลาดชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลูกค้าไม่อยากก่อหนี้ระยะยาวท่ามกลางปัจจัยรุมเร้ารอบด้าน นอกจากนี้มีบางค่ายปรับแผนขายคอนโดบิ๊กล็อตให้กับชาวต่างชาติและบริษัทขนาดใหญ่จากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อช่วยสร้างยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว

⦁หนี้ครัวเรือนกดผลิตรถยนต์ไทยต่ำสุดรอบ4ปี
สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ปรับประมาณการการผลิตรถยนต์ของสมาชิกกลุ่มฯ ในปี 2567 รอบใหม่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยปรับเป้าผลิตรถยนต์ปี 2567 จาก 1.7 ล้านคัน เหลือ 1.5 ล้านคัน หรือลดลง 2 แสนคัน โดยปรับการผลิตขายในประเทศลดลงจาก 5.5 แสนคัน เป็น 4.5 แสนคัน และการผลิตเพื่อส่งออกลดลงจาก 1.15 แสนคันเป็น 1.05 แสนคัน เป็นผลจากยอดขายและส่งออกลดลง โดยการผลิตดังกล่าวต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 1.6 ล้านคัน
โดยด้านยอดขายในประเทศลดลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มกระบะ ผลจากการระบาดโรคโควิด-19 เดือนพฤษภาคม 2563 เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยล้นทะลัก ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการให้กู้ซื้อรถยนต์ ขณะที่การส่งออกรถยนต์เผชิญปัญหาเช่นกัน การส่งออกลดลงทุกตลาด ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือตลาดออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ผลจากสงครามอิสราเอลกับฮามาสขยายมากขึ้น รวมทั้งสงครามยูเครนกับรัสเซียที่อาจขยายไปประเทศอื่น จนกระทบเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ความร้อนแรงของรถยนต์ไฟฟ้า หรือบีอีวี ยังส่งผลทำให้รถยนต์สันดาปภายใน หรือไอซีอี ลดลงด้วย

⦁เร่งแนวทางรถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย
ส่วนโปรเจ็กต์ใหญ่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานในปี 2567 นั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศเร่งเครื่องสานต่อโครงการขับเคลื่อนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาท” ตลอดเส้นทางซึ่งเป็นนโยบายหัวใจหลักที่จะพิสูจน์ฝีมือของคมนาคม ภายใต้การดูแลกำกับของนายสุริยะ
โดยปี 2567 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าทั้งสองสายสองสีทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีสถิติ“นิวไฮ หรือยอดผู้โดยสารทะลุตามเป้าสูงสุด” มาอย่างต่อเนื่อง และปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึง 26.59% (เดิมมีปริมาณผู้โดยสารรวม 26.3 ล้านคน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 33.4 ล้านคน/ปี) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการนี้ได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชนได้จริง รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญในการจูงใจประชาชนให้เปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ต่ออายุนโยบายนี้ ออกไปอีก 1 ปี
ภายหลังที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำหรับมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังร่วมกันศึกษาแนวทางการดำเนินการ นโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
ความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการทำนโยบายนี้ อยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และผ่านขั้นตอนพิจารณาของรัฐสภาทั้ง 3 วาระ ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2568 และประกาศใช้ได้โดยเร็ว และภายในเดือนกันยายน 2568 ตามแผน
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ จะมีการตั้งกองทุนตั๋วร่วม ซึ่งได้มีการกำหนดที่มาของรายได้กองทุนฯ โดยจะมีเงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินรายได้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นต้น เพื่อชดเชยรายได้ให้ผู้ประกอบการเอกชน
คาดการณ์เบื้องต้นในช่วง 2 ปีแรกจะใช้เงินชดเชยประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่ารายได้ของกองทุนตั๋วร่วมฯ เพียงพอที่จะนำไปชดเชยเอกชน รวมถึงมีการเปิดแนวทางการหาเงินทุนอีกทางคือ จากการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด ซึ่งยังคงต้องมีการศึกษาให้ละเอียดรอบคอบอีกครั้ง
ลุ้นกันต่อไปว่าจะเกิดขึ้นจริงตามแผนหรือไม่

⦁แก้เกมอุบัติเหตุพระราม2-รถบัสไร้มาตรฐาน
อย่างไรก็ดี ข่าวร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด อย่างการก่อสร้างทางหลวงพิเศษย่านพระราม 2 นับว่าเป็นตำนานที่ยังคงปิดยากต่อเนื่อง และมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยหลายครั้งซึ่งในปี 2567 ช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ได้เกิดเหตุคานปูน (Segment) และเครน (Launching Gantry Crane) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างทางยกระดับ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 1ถล่มขณะกำลังเชื่อมคานปูนเข้าด้วยกัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้คนงานที่ปฏิบัติงานเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย
จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำ ทำให้กระทรวงคมนาคมประกาศให้มีการเร่งจัดทำ “สมุดพก” เพื่อกำหนดบทลงโทษหากผู้รับเหมาหรือผู้รับสัมปทานทำผิด สร้างผลกระทบต่อประชาชน ต้องรับโทษตกชั้นเข้าร่วมประมูลโครงการอื่นๆ ในอนาคต
อีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ คือ เหตุการณ์ 1 ตุลาคม 2567 โศกนาฏกรรมไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษานักเรียนที่มาจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 23 ราย เป็นนักเรียน 20 คน และครู 3 คน ซึ่งสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ เบื้องต้นยืนยันได้ว่าเกิดจากการรั่วไหลของก๊าซบริเวณส่วนหน้าของรถ รวมทั้งรถคันดังกล่าวติดตั้งถังก๊าซมากถึง 11 ถัง แต่จดทะเบียนแจ้งไว้เพียง 6 ถัง
ทำให้เรื่องนี้ ทางกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก ต้องทบทวนทั้งกฎระเบียบ และการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารอีกครั้งและต้องเคร่งครัดเจ้าพนักงานในการตรวจสอบมาตรฐานรถโดยสารให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์สลดแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ และเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เตือนใจการทำงานให้หน่วยงานกระทรวงคมนาคมและผู้ประกอบการรถโดยสาร ต้องหันมาเคร่งครัดความปลอดภัยของการใช้รถโดยสารมากขึ้น

⦁ปราบปลาหมอคางดำ วาระแห่งชาติ
ขณะที่สายกระทรวงเกษตรมีเรื่องฮิตฮอตไม่แพ้กัน คือ ปัญหาการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์จากทวีปแอฟริกา ที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงกับเหงื่อตกระบุเป็นโจทย์ที่ยากมาก
เรื่องดังกล่าวถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โดยทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมประมงตกผลึกเคาะมาตรการ 7 ข้อ ที่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้งบประมาณ 450 ล้านบาทและได้รับการสนับสนุนงบเพิ่มเติมจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อีก 53 ล้านบาท ซึ่งทางหน่วยงานกระทรวง วอนขอทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันเพื่อปราบให้หมด จึงเกิดเป็นกระแสให้คนไทยช่วยกันจับ “ปลาหมอคางดำ” นำไปขายทำปุ๋ยหมัก หรือนำไปทำเป็นอาหาร
ขณะที่เรื่องร้อนบ้านกระทรวงเกษตรยังไม่หมด ส่งท้ายปีมังกร 2567 เกิดปม “ไร่ภูนับดาว” เป็นประเด็นที่สังคมสนใจ ลามไปถึงแวดวงการเมือง โดยกรณีที่ดินภูนับดาวมีปัญหากันมาตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2558 ต่อมาในปี 2567 เรื่องนี้ได้มีการรื้อออกมาอีกครั้ง จากกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส สมัยเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ สั่งให้ตรวจสอบพื้นที่ ส.ป.ก.ว่าพื้นที่ใดไม่ได้นำมาทำการเกษตร ซึ่งภูนับดาวอยู่ในลิสต์นั้นด้วย ตรวจสอบพบว่าอาจเข้าข่ายการออก ส.ป.ก.ซ้อนทับที่ดินเก่า เดือนพฤษภาคมปี 2567 มีการขีดเส้นให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ออกภายใน 30 วันไม่อย่างนั้นจะโดนคดีเพิ่มอีก แต่พบว่าภูนับดาวยังเปิดบริการต่อไปภายใต้ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรม นวัตกรรมยั่งยืน ไร่ภูนับดาว”
ต่อมา นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ระบุ หากมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการสอบสวนทั้งหมดโดยเฉพาะเอกสารสิทธิผู้ที่เข้าไปครอบครองถ้าไม่ถูกต้องจะทำการทวงคืนและจัดให้เกษตรกรต่อไป
นอกจากนี้ หลังการเข้ามารับตำแหน่งเพียงเวลาแค่ 4 เดือนของนางนฤมล ได้สร้างผลงานเด่น คือการกดปุ่มโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือ โครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ วงเงินรวม 38,572.22 ล้านบาท แจกจ่ายให้เกษตรกรเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกให้กับเกษตรกร รวมทั้งยังมีแพคเกจมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/2568 เป้าหมายรวม 8.50 ล้านตัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท เรียกว่านางนฤมลเร่งทำคะแนนสุดกำลังเพื่อมัดใจพี่น้องชาวเกษตรกรให้ได้

⦁นิวไฮ‘ส่งออก’พยุงเศรษฐกิจไทย
ด้านกระทรวงพาณิชย์ โดดเด่นสุดปี 2567 ยกให้ “การส่งออก” ผ่าวิกฤตปัจจัยเสี่ยงการค้าโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่เจอภาวะฟื้นตัวต่ำ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (นิวไฮ) อีกครั้ง แตะ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโต 5.2% จากปี 2566 ถือว่าเกินคาดที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าเติบโตไว้ 1-2% คิดเป็นเงินบาทแตะ 10 ล้านล้านบาทครั้งแรก โดยนิวไฮครั้งแรกปี 2565 ที่มีมูลค่ารวม 287,425 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทำให้กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงมั่นใจปี 2568 มูลค่าการส่งออกมีโอกาสทำนิวไฮรอบสาม แม้เติบโตแค่ 2-3% แต่มูลค่าถึง 3.06-3.09 แสนล้านเหรียญ หากสามารถส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 25,500-25,750 ล้านเหรียญสหรัฐ

