เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่ “มิวเซียมสยาม” ท่าเตียน กรุงเทพ ฯ มีการจัดนิทรรศการ “ต้มยำกุ้ง : วิชานี้อย่าเลียน” เนื้อหาส่วนหนึ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศชำระหนี้งวดสุดท้ายให้แก่ไอเอ็มเอฟโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 6 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 จากจำนวนหนี้ 5.1 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลไทยกู้มา ซึ่งยังไม่ใช่การปลดหนี้ยุควิกฤตต้มยำกุ้งทั้งหมดตามที่หลายคนเข้าใจ โดยในความเป็นจริง หนี้ไอเอ็มเอฟเป็นการกู้เพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับที่รัฐบาลไทยต้องจ่ายเพื่อดำรงนโยบาย “สถาบันการเงินล้มไม่ได้” โดยเสียเงิน 1,401,450 ล้านบาทผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ปัจจุบัน ยังมีหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เหลืออยู่ 930,288 ล้านบาท หมายความว่า คนไทย 65 ล้านบาทเป็นหนี้ต่อหัวคนละ 15,384 บาท แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีส่วนร่วมรู้กับหนี้ที่เกิดขึ้นก็ตาม หากคิดเฉพา่ะดอกเบี้ยตั้งแต่ ปี 2542-2559 มีการจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว 904,600 ล้านบาท ในปีล่าสุด ยังคงจ่ายดอกเบี้ย 40,200 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื้อหาในนิทรรศการอีกส่วนหนึ่ง ยังมีการเปรียบเทียบหนี้สินกับระยะทางไปดวงจันทร์ รวมถึงเส้นวงรอบโลกว่า นับจากปี 2542 ผ่านมา 18 ปี จากมูลค่าหนี้ 1,401,450 ล้านบาท มีการใช้เงินต้นไปเพียง 33.61 % ยังคงเหลือหนี้อีก 930,288 ล้านบาท หากนำธนบัตรใบละ 100 บาท ซึ่งมีความยาว 15 ซม. จำนวน 9,302,887,100 ใบ จะได้ระยะทาง 1,395,433 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์ คือ 363,104 กิโลเมตร จะได้ระยะทาง 3.84 เที่ยว โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ อัมมาร สยามวาลา และณัฐนันท์ วิจิตรอักษร เรื่อง “การโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะ” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2546) ซึ่งนำเสนอคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ (ศสปป.) กระทรวงการคลัง
อนึ่ง นิทรรศการดังกล่าว เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 10.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์) มีการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร และเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในแง่มุมต่างๆมานำเสนออย่างน่าสนใจ และทำความเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ตามธีมห้องเรียน แบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ อาทิ สังคมฟองสบู่, สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต, การงานพื้นฐานอาชีพ, ประวัติศาสตร์เพื่ออนาคต, จากเสือตัวที่ 5 สู่คนป่วยใหม่แห่งเอเชีย เป็นต้น








