หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.คลัง ออกอีซ...

ก.คลัง ออกอีซี่ อี-รีซีท ปลุกช้อปต้นปี 68 หักลดหย่อนซื้อสินค้า 16 ม.ค.-28 ก.พ.68

1.01.25 | 06:40 น.

ก.คลัง ออกอีซี่ อี-รีซีท ปลุกช้อปต้นปี’68 หักลดหย่อนซื้อสินค้า 16 ม.ค.-28 ก.พ.68

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 กระทรวงการคลังได้ออกโครงการอีซี่ อี-รีซีท (Easy E-Receipt) 2.0 โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล) หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2568 ตามจำนวนที่จ่ายจริง และสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งกรมสรรพากรคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า รายละเอียดโครงการแบ่งเป็น 3 หมื่นบาท สำหรับสินค้า และบริการทั่วไป ยกเว้นสุรา ยาสูบ น้ำมัน ก๊าซ รถยนต์และจักรยานยนต์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกัน ค่าบริการนำเที่ยว/ค่าที่พัก และอีก 2 หมื่นบาท สำหรับค่าซื้อสินค้า OTOP สินค้า หรือบริการของวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ เอกสารประกอบการขอลดหย่อนภาษี จะต้องเป็น e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ระบุชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเท่านั้น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุอีกว่า ส่วนที่ 2 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ผ่านแอพพลิเคชั่นทางรัฐ 4 ล้านคน วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางจะโอนเงิน 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนภายในปลายเดือนมกราคม หรือก่อนเทศกาลตรุษจีน ปี 2568

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า รวมทั้ง ยังมีโครงการ คุณสู้ เราช่วย ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 จ่ายตรง คงทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และเอสเอ็มอี แบบลดค่างวด และพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี มาตรการที่ 2 จ่าย ปิด จบ สำหรับลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย แต่มียอดคงค้างไม่เกิน 5,000 บาท โดยลูกหนี้จะต้องเข้ามาเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้บางส่วน เพื่อปิดจบหนี้ และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

Advertisement

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุต่อว่า นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 ให้นิติบุคคลข้ามชาติ (Multinational Enterprises: MNEs) ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่ากลุ่ม MNEs ของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือกลุ่ม MNEs ของต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% ให้กับประเทศต้นทางที่จดทะเบียน หรือเสียที่ประเทศซึ่งเป็นแหล่งเงินได้

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุด้วยว่า โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป หรือเริ่มยื่นแบบแสดงรายได้ในปีภาษี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่มขึ้นราว 1 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีแผนการออกกฎหมายสนับสนุนกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำเงินบางส่วนจากเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้เข้าไปใส่ไว้ และนำเงินมาสนับสนุนเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต การสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว การลดฝุ่นพีเอ็ม2.5 ให้กับบริษัทข้ามชาติที่เลือกมาเสียภาษีนิติบุคคลในไทย ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริม และดึงดูดการลงทุนในประเทศ

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 2.4% ลดลงจากปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 2.6% จากแรงส่งจากการท่องเที่ยวลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าใกล้ระดับก่อนโควิด เช่นกันกับส่งออกคาดว่าจะโตช้าลงจากผลกระทบสงครามการค้า ทั้งทางตรงผ่านตลาดส่งออกสหรัฐ และทางอ้อมผ่านตลาดอื่นๆ ต้องแข่งขันกับสินค้าจีน อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐขยายตัวดีกว่าปีที่ผ่านมาจากเม็ดเงินเบิกจ่ายงบประมาณต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากปี 2567 หดตัว สอดคล้องไปกับการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้ามาในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยยังสูง จากความแน่นอนของสงครามการค้า เศรษฐกิจหลักของโลกชะลอตัวลงโดยเฉพาะจีน และภาคการผลิตของไทยเจอภาวะการแข่งขันสูงจากสินค้าจีนท่ามกลางขีดความสามารถลดลง ปี 2568 คาดว่าจะยังเห็นสถานการณ์แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในไทยเติบโตช้าและต่ำ มีอัตราการขยายตัวประมาณ 0.6% จากปี 2567 คาดว่าจะหดตัว 1.8% ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงยังจะกดดันให้สินเชื่อรายย่อยยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพยังเป็นปัญหาต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ทั้งฝั่งสินเชื่อรายย่อย

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ยอมรับรายได้รวมจากการท่องเที่ยวแม้จะไม่ถึงเป้าหมายที่ ททท.เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท แยกเป็น รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย 9.3 แสนล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา สงครามตะวันออกกลาง และการจัดเก็บข้อมูลของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ครอบคลุมการจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ จึงทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง