เริ่มต้นปี 2568 หรือปีงูเล็กอย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกปีแห่ง “ความหวัง” ของภาคธุรกิจ ที่รอลุ้นอิทธิฤทธิ์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการลงทุนของ “รัฐบาลแพทองธาร” ที่เตรียมกดปุ่มคิกออฟหลากหลายโครงการตลอดปี เพื่อดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้มากกว่า 3%
แม้ว่าทั่วโลกจับตาเอฟเฟ็กต์ “ทรัมป์ 2.0” ที่อาจจะกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แต่ด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ขณะที่ต่างชาติเองก็มองประเทศไทยเป็นเซฟโซนของการลงทุน จึงน่าจะได้อานิสงส์ไม่มากก็น้อย
ขอลงทุนบีโอไอทะยาน 1 ล้านล้าน
สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปี 2568 มีโอกาสแตะ 1 ล้านล้านบาท หลังจากปี 2567 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 9 แสนล้านบาท
หลังจากช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2567) ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน จำนวน 2,195 โครงการ เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวม 722,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เป็นยอดลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปี!!

นอกจากนี้ยอดลงทุนดังกล่าวยังสะท้อนถึงศักยภาพและพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีของประเทศไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อนโยบายรัฐบาลและมาตรการสนับสนุนของรัฐ
ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนเชิงรุกของรัฐบาลและบีโอไอ ได้ทำให้เกิดการลงทุนโครงการใหญ่ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ จำนวนมาก เช่น เซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และพลังงานหมุนเวียน
ฉะนั้นการดันยอดเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อแตะ 1 ล้านล้านบาท ในปี 2568 จึงมีโอกาสสูง จากบรรยากาศลงทุนที่คึกคัก บิ๊กธุรกิจเบอร์ยักษ์ของโลก ต่างตบเท้าเจรจากับไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Cloud Service
“นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุในแง่ของเงินลงทุน ปี 2568 จะเป็นปีที่การลงทุนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
โดยสาขาอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมทั้งคลัสเตอร์ของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การผลิตแบตเตอรี่โดยเฉพาะในระดับเซลล์ ธุรกิจ Data Center และ Cloud Service การผลิตพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล หรือพลังงานใหม่อย่างเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย
ซึ่งการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับคนไทย และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยมากขึ้นด้วย
‘ดาต้าเซ็นเตอร์-พื้นที่นิคม’ดาวรุ่ง
สอดคล้องกับบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จํากัด (JLL) ประจำประเทศไทยและอินโดนีเซีย ได้เปิดเทรนด์ธุรกิจมาแรงในปี 2568 อันดับแรก “ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์” หลังมีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาดูพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมหลายทำเล เช่น พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สมุทรปราการ ตอนเหนือของกรุงเทพฯ รามคำแหง เป็นต้น ด้วยศักยภาพทั้งประชากรที่มีจำนวนมาก และประเทศไทยมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี และยังได้การส่งเสริมการลงทุน จึงเป็นแรงดึงดูดให้ธุรกิจเติบโต
รองลงมาเป็น “ธุรกิจโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรม” ยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง หลังมีคลื่นลงทุนจากประเทศจีนเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในจังหวัดชลบุรีและระยองจำนวนมาก โดยต้องการพื้นที่ตั้งโรงงานผลิตตั้งแต่ 20-1,000 ไร่

รวมถึงอานิสงส์จากนโยบายไชน่าพลัสและนโยบายทรัมป์ 2.0 ซึ่งมองว่าหลังจากนี้จะเกิดการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น เพราะนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพและเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค ซึ่งจากดีมานด์ที่มากขึ้นได้ส่งผลต่อราคาและการซื้อขายที่ดินในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น
ตามมาด้วย “ธุรกิจโรงแรมและออฟฟิศให้เช่า” โดยตลาดออฟฟิศจะมีการย้ายพื้นที่เช่าจากอาคารเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานไปยังพื้นที่ใหม่และมีความทันสมัยกันมากขึ้น แม้ค่าเช่าจะสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจโรงแรมยังเติบโตได้ดีตามภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว โดยปี 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแตะ 40 ล้านคน ด้านธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกในไทยตลาดยังคงแข็งแกร่ง แม้การแข่งขันสูง
ส่วน “ธุรกิจที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ยังคงเผชิญกับความท้าทายด้าน “กำลังซื้อ” ยังไม่ฟื้นตัว คนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นหนี้ระยะยาว ลูกค้าเปลี่ยนจากซื้อเป็นเช่า ทำให้ตลาดเช่าเติบโตมากขึ้น ส่วนตลาดวิลล่าระดับลักชัวรี่ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา จุดหมายปลายทางของต่างชาติทั่วโลก
ทองคำอ่อนแรง-หุ้นไทยยังไปต่อ
ฝั่ง “ทองคำ” ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก กูรูด้านการลงทุน “ธนรัชต์ พสวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง มองว่า เมื่อสิ้นปี 2567 ราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบที่แคบ เนื่องจากปริมาณการซื้อขายเบาบาง นักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนวันหยุดช่วงปีใหม่ ทำให้แนวโน้มปี 2568 มองว่าราคาทองคำยังมีความผันผวน เพราะมีปัจจัยความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อราคา
โดยมีปัจจัยหลัก 1.ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ 2.การใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ 3.ปัญหาการเมืองในสหรัฐ จึงประเมินราคาทองปี 2568 ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ แต่อาจไม่ร้อนแรงเท่าปี 2567 ซึ่งอาจเผชิญแรงขายช่วงต้นปี จากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของเฟด คาดการณ์กรอบราคาทองคำโลกไว้ที่ 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองแท่งในประเทศอาจได้อานิสงส์เชิงบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่า หากเฟดไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามแผน ราคาทองในประเทศจะปรับตัวลงมาซื้อขายบริเวณ 42,000 บาทต่อบาททองคำ

นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐ มีบทบาทสูงมากในการปรับเปลี่ยนราคาทองคำ หนี้สาธารณะสหรัฐที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เร่งให้ธนาคารกลางทั่วโลกลดพึ่งพาเงินดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งกระแสนี้ยังขยายตัวเป็นวงกว้าง อย่างกลุ่ม BRICS ที่เริ่มส่งเสริมการค้าด้วยเงินสกุลท้องถิ่น และมีการสร้าง “BRICS Reserve Currency” หรือสกุลเงินกลางใหม่ เพื่อทดแทนเงินสกุลดอลลาร์
โดยช่วงต้นปีตลาดจะให้ความสนใจนโยบาย “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ช่วยดึงดูดการลงทุน อาทิ ลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% เหลือ 15% แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนการเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 60% และภาษีขั้นต่ำสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 10% รวมถึงการกีดกันผู้อพยพ อาจกระทบต้นทุนผลิตและเร่งเงินเฟ้อสูงขึ้น สวนทางเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2% ในปี 2569
ส่วนตลาดหุ้นไทย “ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด สะท้อนว่าภาพรวมหุ้นไทยที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติในปี 2568 จะเป็นหุ้นที่อยู่ในเมกะเทรนด์ มีการเทิร์นอราวด์ หรือหมุนกลับมาเติบโตเป็นหลัก อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่ปี 2567 ปรับตัวลดลงมาแรง
รวมถึงกลุ่มที่มีเกราะป้องกันจากนโยบายการกีดกันการค้าสหรัฐ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มค้าปลีก สอดคล้องกับทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) หุ้นไทยที่ประเมินว่านักลงทุนต่างชาติ จะไม่ขายออกมาหนักเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่จะไม่เข้าซื้อสุทธิอย่างร้อนแรงเช่นกัน
หลังนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2 ปีติดต่อกัน จากปี 2566 ขายสุทธิ 1.9 แสนล้านบาท และปี 2567 ขายสุทธิ 1.49 แสนล้านบาท โดยลักษณะการเข้าลงทุนเป็นการเลือกเล่นหุ้นเป็นรายตัวจากธนาคารกลางสหรัฐ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วนัก ทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสทรงตัว ไม่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้กระแสเงินลงทุนต่างชาติจะไหลออกอย่างต่อเนื่อง แต่หากสังเกตหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมักปรับตัวขึ้นได้ดี อย่างปี 2567 เป็นหุ้นกลุ่มที่อิงกับเมกะเทรนด์ที่ปรับตัวได้ดี และมีบางตัวบวกมากกว่า 20%
‘ตลาดคริปโทฯ’ปีแห่งโอกาสลงทุน
สำหรับ “ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี” อีกสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ หลังปี 2567 บิตคอยน์ทุบสถิติราคากระฉูด สำหรับเทรนด์ในปี 2568 “วรเมธ จันทร์เสน” ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท เมอร์เคิลแคปปิตอล จำกัด มองว่า หลังปี 2567 เป็นปีที่ดีของตลาดคริปโทฯ ถูกยอมรับจากกลุ่มสถาบันมากขึ้นโดยเฉพาะบิตคอยน์ ส่วนในปี 2568 ยังเป็นโอกาสของตลาดคริปโทฯ เพราะมีหลายปัจจัยสนับสนุน อย่างปี 2567 เป็นปีที่ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนน้อยลงในปี 2568

ขณะเดียวกันยังคงมีปัจจัยที่น่ากังวลในปี 2568 คือ โอกาสเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังของ 2568 เมื่อพิจารณาเพิ่มเติมจะพบว่า ตลาดยังไม่ได้เฝ้าระวังมากนัก เนื่องจากการลดดอกเบี้ยเกิดขึ้นก่อนที่เศรษฐกิจจะอ่อนตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจปรับตัวขึ้นรับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง รวมถึงการทำงานของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังรับตำแหน่งที่จะสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้ปัจจัยนี้ยังไม่สามารถสร้างความกังวลต่อนักลงทุนในระยะสั้นได้
จากข้อมูลของ Market value to realized value (MVRV) พบว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครองบิตคอยน์ในระบบบล็อกเชน (ไม่รวมต้นทุนที่ถูกลงทุนในกลุ่ม ETFs) สูงถึง 39,000 เหรียญสหรัฐ ปัจจัยพื้นฐานของบิตคอยน์ยังคงแข็งแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจาก Bitcoin spot ETFs การเข้าซื้อของบริษัท Microstrategy ทั้ง 2 ปัจจัยนี้มีเม็ดเงินหลักจากกลุ่มสถาบันที่ไม่เคยลงทุนในบิตคอยน์หรือตลาดคริปโทฯ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะสนับสนุนภาพรวมคริปโทฯ ปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ
จุดพลุ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์’แสนล้าน
อีกโครงการที่คึกคักและน่าจับตาโปรเจ็กต์ “สถานบันเทิงครบวงจร” หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หนึ่งในนโยบายเรือธง “รัฐบาลเพื่อไทย” ที่หมายมั่นปั้นมือว่า สามารถปั๊มรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล
หลัง “รัฐบาล” ประกาศเดินหน้าปักธง 5 พื้นที่เป้าหมายอยู่กรุงเทพฯ 2 แห่ง พัทยา 1 แห่ง ภูเก็ต 1 แห่ง และเชียงใหม่ 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละ 50,000-100,000 ล้านบาท

ปัจจุบันรอแค่วันเวลาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิโนถูกกฎหมาย ผ่านการประทับตราจากคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และน่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปในช่วงที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มทุนไทยและต่างชาติเดินสายเจรจาหาผู้ร่วมลงทุนกันอย่างคึกคักอย่างต่อเนื่องถึงปี 2568
โดยเฉพาะทุนยักษ์ “กาสิโน” จากต่างชาติ ที่ทุกค่ายกำลังมุ่งหน้ามายังประเทศไทย เพื่อหาพาร์ตเนอร์ในแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าบริษัทเอ็มจีเอ็ม รีสอร์ตส อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์, กาแลกซี่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์, แซนด์ส ไชน่า, วินน์ มาเก๊า และกลุ่ม Las Vegas Sands Corporation
ขณะที่ “นักลงทุนไทย” ก็ให้ความสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่า “กลุ่มสนามม้านางเลิ้ง” หรือราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ประกาศร่วมกับบริษัท รอยัล สปอร์ต คอมเพล็กซ์ จำกัด หรือ RSC และ 4 พันธมิตรต่างชาติ เช่น เกาหลี เตรียมนำที่ดินหนองจอก 3,000 ไร่ พัฒนาโครงการ “The Royal Siam Haven” ประกอบด้วย สนามม้า คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟ ยอชต์คลับ โรงแรม 6 ดาว สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ภัตตาคารหรู โรงละคร โรงพยาบาล เวลเนส ศูนย์การเรียนรู้และกาสิโนถูกกฎหมายในอนาคต มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท
เจ้าพ่อสวนน้ำ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท สยามพาร์คซิตี้ (สวนสยามเดิม) ก็สนใจและประกาศพร้อมทุ่ม 1 แสนล้านบาท ลงทุนโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เนื้อที่ 500 ไร่ ย่านมีนบุรี เพื่อต่อยอดธุรกิจสวนน้ำสวนสนุก และบางกอกเวิลด์ ขณะนี้รอความชัดเจนจากรัฐบาลเท่านั้น
“บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด” หรือ UTA ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) และ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ผู้รับสัมปทานพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เนื้อที่ 6,500 ไร่ มีชื่อติดโผสนใจลงทุนเช่นกัน เพื่อดัน “สนามบินอู่ตะเภา” เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แม้แต่ยักษ์ค้าปลีกเมืองไทย อย่าง “กลุ่มเดอะมอลล์” ก็เป็นอีกกลุ่มทุนที่สนใจ และกำลังเดินหน้าเจรจาดึงนักลงทุนกาสิโนจากต่างประเทศประมาณ 3-4 รายเข้าร่วม โดยวางเป้าหมายเตรียมผลักดันโครงการ “แบงค็อก มอลล์” มิกซ์ยูสยักษ์ ย่านบางนา-ตราด บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ให้เป็นโครงการนำร่อง
ฟาก “บริษัท พราว กรุ๊ป จำกัด” ธุรกิจของทายาทตระกูลลิปตพัลลภ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยว บริหารธุรกิจโรงแรม สวนสนุก สวนน้ำในหัวหินและภูเก็ต ก็แสดงความสนใจจะลงทุนพัฒนาโครงการในพื้นที่ภูเก็ตและพังงา ขณะนี้ยังรอความชัดเจนโครงการจากรัฐบาล ทั้งเรื่องกฎหมาย พื้นที่ ใบอนุญาต รวมถึงหาพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุนด้วย เพราะเป็นโครงการใหญ่และมีการพัฒนาหลายส่วน
ล่าสุด “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” บิ๊กบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ประกาศสนใจลงทุนที่ภูเก็ต-พังงา หลังตั้งบริษัท อันดามัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด บริษัทย่อยที่ตั้งขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียนตั้งต้น 100 ล้านบาท เพื่อปั้นเป็นแลนด์มาร์กระดับเวิลด์คลาสของโลก
นับจากนี้คงมีรายใหม่ เปิดหน้ามากขึ้น หลังรัฐบาลประกาศความชัดเจนและกฎหมายผ่านฉลุย
‘คมนาคม’อัดลงทุน 1.8 ล้านล้าน
ข้ามฝั่งมายัง “คมนาคม” กระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอ ยุค “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นั่งคุมบังเหียน สำหรับในปี 2568 ถือเป็นปีทองของการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ไล่เรียงพบมีหลายโครงการเป็นไฮไลต์ ครบทุกโหมด บก ราง น้ำ อากาศ ใช้เงินลงทุนรวมเฉียด 1.8 ล้านล้านบาท
เริ่มจากโครงการ “รถไฟทางคู่ระยะที่ 2” จำนวน 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กิโลเมตร (กม.) วงเงินรวม 298,060 ล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,103 ล้านบาท ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,900 ล้านบาท ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท

โครงการ “รถไฟชานเมืองสายสีแดง” ส่วนต่อขยาย รวมวงเงินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,468 ล้านบาท และช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 15,286 ล้านบาท
โครงการ “รถไฟความเร็วสูงสายอีสาน” ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กม. วงเงิน 341,351 ล้านบาท
ขณะที่ “ทางบก” ในแผนงานมีทางด่วนและมอเตอร์เวย์ ที่พร้อมจะเดินหน้า อาทิ ทางด่วนสายกระทู้-ป่าตอง มูลค่า 14,670 ล้านบาท มอเตอร์เวย์หมายเลข 5 (M5) ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน วงเงิน 31,358 ล้านบาท มอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (M9) สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 ช่วงถนนประเสริฐมนูกิจ-ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ วงเงิน 16,960 ล้านบาท
ด้าน “ทางน้ำ” ส่วนใหญ่โครงการอยู่ระหว่างรอการพิจารณาและทำการศึกษา ไม่ว่าโครงการท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่แห่งแรกกาะสมุย โครงการท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ที่จังหวัดชลบุรีและภูเก็ต
ส่วน “ทางอากาศ” บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เตรียมจะเปิดประมูลก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี เปิดบริการปี 2570 ยังมีโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ขยายท่าอากาศยานเชียงใหม่ วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท และขยายท่าอากาศยานภูเก็ต วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อีกโปรเจ็กต์ไฮไลต์โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งใช้เงินลงทุนถึง 1 ล้านล้านบาท หลังตลอดปี 2567 เดินสายโรดโชว์นักลงทุนทั่วโลก ในปี 2568 น่าจะเป็นปีแห่งการผลักดัน “แลนด์บริดจ์” ให้เป็นรูปธรรม
ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดัน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) พร้อมจัดตั้งหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษเอสอีซี ให้คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา โดยเดินหน้าคู่ขนานไปกับการร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนร่วมลงทุนโครงการรูปแบบ PPP รับสัมปทาน 50 ปี พร้อมเปิดประมูลทันที พลันที่กฎหมายผ่านการพิจารณาแล้ว
ตามไทม์ไลน์ตั้งเป้าจะเปิดประมูลไตรมาส 3/2568 เซ็นสัญญาผู้ชนะประมูลประมาณต้นปี 2569 และเริ่มก่อสร้างเฟสแรก ส่วนเฟสที่ 2 เริ่มสร้างปี 2574 และเฟสสุดท้ายในปี 2578
เป็นทิศทางการลงทุนที่จะเกิดขึ้นและเป็นแรงส่งบูสต์เศรษฐกิจไทยในปี 2568

