นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาเปิดตัว CG Code ใหม่ “บริษัทจดทะเบียนไทยก้าวไกลไปกับไทยแลนด์ 4.0” ว่า สำหรับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องรีบเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ทันที เพราะบางเรื่องหากไม่จัดการอย่างรวดเร็วจะเป็นความเสี่ยงเชิงระบบได้ก.ล.ต.ในฐานะผู้ดูแลตลาดหลักทรัพยก็ต้องเร่งดำเนินการ แต่พบว่ากฎหมายก.ล.ต.ในปัจจุบันก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในบางเรื่องได้ เช่นผู้ถือหุ้นทะเลาะกันจนเกิดความเสียหายกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ก.ล.ต.ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ดังนั้น กระทรวงการคลังร่วมกับก.ล.ต.อยู่ในระหว่างแก้ไขกฎหมายก.ล.ต.เพื่อเปิดให้ก.ล.ต.มีอำนาจที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้
“บริษัทมหาชนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากหากกรรมการ ผู้บริหาร ทำอะไรที่ส่วนรวมเสียหาย ก.ล.ต.มีอำนาจในการเข้าไปจัดการได้ ซึ่งกฎหมายนี้หากแก้สำเร็จก็จะเป้นการติดดาบให้กับก.ล.ต.สามารถให้ตลาดทุนประเทศไทยเดินต่อไปได้อย่างแท้จริง”นายอภิศักดิ์กล่าว
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและก.ล.ต.ได้หารือถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ฉบับที่ 6) พ.ศ…. ซึ่งเป็นการปรับแก้เพิ่มเติมจากพ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่เพิ่งปรับแก้ไปเมื่อปี 2559 สำหรับเรื่องที่แก้ไขมีประมาณ 20 มาตรา เป้นประเด็นเรื่องการดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและอีกประเด็นคือกรณีที่บริษัทจดทะเบียน กรรมการ ผู้บริหารมีปัญหาหรือเกิดเรื่องราวทะเลาะกันจนเกิดความเสียหายกับบริษัท พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะให้อำนาจก.ล.ต.ปลดกรรมการบริษัทได้ และหลังจากนั้นจะต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น เพื่อให้กรรมการใหม่สามารถดำเนินการกิจการต่อไปได้ ทั้งนี้ จะนำร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการก.ล.ต.ในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ หากไม่มีการแก้ไขจะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังและเสนอเข้าครม.ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนไม่ได้มีอำนาจเข้าไปปลดผู้บริหารเช่นนี้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นอำนาจพิเศษที่ทางหน่วยงานของประเทศไทยทำขึ้นมา เพราะเราเห็นปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นเนื่องจากต่างประเทศมีผู้ถือหุ้นมาใช้สิทธิ์ของตัวเองแต่ประเทศไทยมีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก และการรวมตัวใช้สิทธิ์อาจยาก จึงคาดว่าการใช้อำนาจตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการใช้เพื่อดูแลคุ้มครองผู้ถือหุ้น ซึ่งก.ล.ต.ได้จัดทำเป็นโฟกัสกรุ๊ปและที่ผ่านมาทุกคนเห็นถึงปัญหาอยู่แล้ว หากปล่อยเหตุการณ์ไปเช่นนี้บริษัทเป็นปัญหาได้ และอำนาจนี้ไม่ได้แรงไปเพราะเป็นการคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น
“เหตุในการใช้ไม่ได้ใช้ง่ายๆ ต้องมีเหตุการณืที่ทำให้เชื่อหรือเห็นได้ว่าหากไม่ใช้อำนาจจะเกิดความเสียหายกับบริษัท ซึ่งทางก.ล.ต.ได้รับฟังความคิดเห็นเป็นกลุ่มย่อยแล้ว เพราะตัวกฎหมายมีความาเร่งด่วนมาก อย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการเพราะจะไม่ทันต่อการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)”นายรพีกล่าว
สำหรับประเด็นเรื่องการนำเงินมาซื้อหุ้นนั้น มีประเด็นที่ว่าบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดบัญชีให้ลูกค้านั้นรู้จักลูกค้าเพียงใด และต้องดำเนินตามกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) หรือการซื้อหุ้นมีลักษณะการสร้างราคา ปั่นหุ้น ใช้ข้อมูลภายในหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก.ล.ต.จะต้องเข้าไปดูแล ซึ่งทีผ่านมาก.ล.ต.จะมีหนังสือเวียนกำชับบริษัทหลักทรัพย์อยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หากบริษัทหลักทรัพย์ไม่รู้จักลูกค้าอย่างแท้จริง จะมีบทลงโทษการปรับบริษัทหลักทรัพย์ พักการทำหน้าที่ของผู้บริหารหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกรณีธรรมกายเท่านั้น แต่ก.ล.ต.ทำหนังสือเวียนมาโดยตลอด
ทั้งนี้ หากสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในคดีที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้จาก ก.ล.ต. ทางก.ล.ต.ยินดีที่จะให้ข้อมูล ซึ่งในวันที่ 17 มีนาคม 2560 ในช่วงเช้าทางดีเอสไอได้มาขอข้อมูลจากก.ล.ต.แล้ว

