‘กฤษณ์ จันทโนทก’นิยามปี2025 ‘เศรษฐกิจเสี่ยงนอก อ่อนใน’

4.01.25 | 13:31 น.

หมายเหตุนายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ในหัวข้อ “เชื่อมั่นประเทศไทย 2025” ในมุมมองนักธุรกิจในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์

•ปัจจัยต่อความเชื่อมั่นประเทศ

ปี 2025 นับเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทย ขอนิยามว่า “เศรษฐกิจเสี่ยงนอก อ่อนใน” โดยเศรษฐกิจไทยกำลังจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยนอกประเทศ ซึ่งนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มเร่งตัว อีกทั้งแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศเองก็ยังน่าเป็นห่วง จากความอ่อนแอของกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่รายได้ยังฟื้นตัวช้า มีหนี้สูง ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยยังหดตัวและไม่มีทีท่าจะกลับมาได้เร็ว ส่งผลกระทบด้านลบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจไทย

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในปี 2025 ยังพอจะมีปัจจัยช่วยประคองให้ภาคธุรกิจกลับมามีความเชื่อมั่นในประเทศไทยได้จาก 2 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการ ที่ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องมาหลายปี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาแตะระดับก่อนโควิด-19 ได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ขนส่ง และธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ 2.เสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ที่เริ่มมีความชัดเจนและดำเนินการได้ต่อเนื่องมากขึ้น ครอบคลุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้ รวมถึงนโยบายระยะปานกลางและระยะยาว

•หนุนแนวทาง‘แก้สั้น มองยาว’

Advertisement

กรณีที่ประเทศไทยยังขาดความเชื่อมั่น สิ่งใดที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย หรือมีสิ่งใดที่ต้องทำให้ดีขึ้น

หลังวิกฤตโควิด-19 เราเห็นว่าประเทศไทยฟื้นตัวได้ช้า ติดอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายในโลก สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน อีกทั้งการแข่งขันในตลาดส่งออกและการช่วงชิงการลงทุนระหว่างประเทศรุนแรงขึ้นมาก แต่ความสามารถของไทยในเวทีโลกกลับยกระดับได้ช้ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ต้องเริ่มกลับมามองปัญหาอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่ทางออกของประเทศไทยที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในหลายด้านและมีโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย แต่จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในการลงทุนในประเทศไทย ผ่านแนวทางในการ “แก้สั้น มองยาว”

“แก้สั้น” ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นให้ได้ก่อน โดยเฉพาะความชัดเจนของแนวนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมปัญหาหลายด้านและสื่อสารชัดเจน เพื่อสร้างความแน่นอนเชิงนโยบายให้เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนเข้าใจในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะแนวทางของประเทศไทยในการรับมือต่อความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการกีดกันการค้าที่กำลังเข้มข้นขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ โดยเฉพาะหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2025

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ช่วยกันแก้ปัญหาที่กำลังฉุดรั้งให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจไทยบางกลุ่มฟื้นตัวได้ไม่ทั่วถึง สำหรับภาคครัวเรือน เรื่องเร่งด่วนจะเป็นแนวทางแก้หนี้ยั่งยืน เพิ่มรายได้ และให้ภูมิคุ้มกัน สำหรับภาคธุรกิจ เรื่องเร่งด่วนจะเป็นแนวทางการปรับตัวให้เท่าทันต่อการแข่งขันทั้งตลาดในและต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการปรับตัวตามกระแสความยั่งยืนและเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ทันสมัย รวมถึงการยกเครื่องกฎระเบียบภาครัฐต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจให้สามารถปรับตัวได้เท่าทันกระแสโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“มองยาว” ต้องทำควบคู่กัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพสูงขึ้นกว่านี้ และสามารถเติบโตในอัตราสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยเราละเลยมานาน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศมากขึ้น ทั้งการลงทุนด้าน Physical capital เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ให้ภาครัฐและภาคธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตลอดจนการลงทุนด้านคน (Human capital) พัฒนาระบบการศึกษาและปรับทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป เพื่อทำให้แรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานมีทักษะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็น ยกให้ผลิตภาพตัวเองสูงขึ้น พร้อมกับการสร้างแพลตฟอร์มรองรับการปรับทักษะแรงงานไทยตลอดช่วงชีวิตได้

•บทบาทธนาคารพาณิชย์ไทย

ธนาคารพาณิชย์ไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยการสนับสนุนเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งในภาคครัวเรือนช่วยให้ประชาชนมีความมั่นคงทางการเงิน สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ ในขณะที่การสนับสนุนภาคธุรกิจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับมหภาค

สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ ได้มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้

ภาคครัวเรือน ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ธนาคารได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมที่จะดำเนินมาตรการใหม่เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนตัวเล็กที่มีวงเงินสินเชื่อไม่สูง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดผ่อนชำระหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวและกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ พร้อมทั้งรักษาที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสถานประกอบการไว้ได้อย่างยั่งยืน ขณะนี้ธนาคารกำลังเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น การจัดการบุคลากร การจัดทำนิติกรรมสัญญาที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาระบบงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวตามเงื่อนไขจากธนาคารแห่งประเทศไทย

“ใช้ AI ช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือน ธนาคารได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนำ AI มาอนุมัติสินเชื่อรายย่อย 100% เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละราย อีกทั้งยังช่วยติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระหนี้ของลูกค้า พร้อมทั้งแจ้งเตือนลูกค้าทันทีเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ธนาคารนำ AI มาช่วยออกแบบและปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างยั่งยืน

“ช่วยการวางแผนทางการเงิน ธนาคารมุ่งมั่นในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับลูกค้า โดยเน้นการวางแผนการเงินที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ธนาคารมีทีม
ที่ปรึกษาทางการเงินที่เชี่ยวชาญและพร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล โดยช่วยลูกค้ากำหนดเป้าหมายทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะด้าน พร้อมวางแผนการออมและการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดการหนี้สินอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

“สร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งผลิตภัณฑ์ด้านการออม การลงทุน ที่เน้นความมั่นคง มีผลตอบแทนที่เหมาะสม มีการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาและเสริมช่องทาง Digital Wealth เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินและลงทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัย รวมทั้งนำ AI มาให้คำปรึกษา ข้อมูลการลงทุน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที และสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ภาคธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น สินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล และการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารยังเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ แนะนำการประยุกต์ใช้ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายและ Megatrends ต่างๆ และสนับสนุนความยั่งยืนให้ภาคธุรกิจไทย ธนาคารมุ่งมั่นดำเนินภารกิจด้านความยั่งยืนด้วยเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จากการให้สินเชื่อและการลงทุนภายในปี 2050 2.การบรรลุ Net Zero ภายในปี 2030

สำหรับการดำเนินงานภายในองค์กรด้วยการปรับกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3.การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อด้านความยั่งยืนรวม 1.5 แสนล้านบาทภายในปี 2025 นอกจากนี้ ธนาคารพร้อมเป็นพันธมิตรที่แท้จริงในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ผ่านการอบรมสัมมนา และการร่วมมือกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนลูกค้าทุกระดับด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครบถ้วนและตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง

•SCBเปิดกลยุทธ์ปีมะเส็ง

ในปี 2568 ธนาคารไทยพาณิชย์ ยังคงดำเนินกลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” เพื่อผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริการที่เข้าใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างการเติบโตธุรกิจและพัฒนากระบวนการภายใน ให้เป็นธนาคารดิจิทัลที่เหนือกว่าทั้งเทคโนโลยีและบริการ เพื่อเป็นรากฐานไปสู่องค์กรยั่งยืน โดยจะดำเนินการบน 3 แนวทาง ดังนี้ 1.ปรับโครงสร้างการดูแลลูกค้าโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง โดยควบรวมช่องทางให้บริการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และช่องทางดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันเพื่อมอบประสบการณ์ไร้รอยต่อให้เกิดขึ้นจริง ทั้งยังสร้างความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

2.วางรากฐานดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เร่งเสริมความสามารถทางด้าน Digital และ AI ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร และแบ่งทีมดิจิทัลเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI & DATA Intelligence เป็นศูนย์กลางสนับสนุนการพัฒนาทางด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ และอีกส่วนหนึ่งจะถูกจัดลงสู่ทีมธุรกิจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินของแต่ละกลุ่มธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างแท้จริง 3.เสริมศักยภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ ภายใต้โจทย์ เร็ว ดี มีนวัตกรรม เพื่อให้รูปแบบการทำงานแบบใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง และไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะบุคคล

ธนาคารมีเป้าหมายในการนำยุทธวิธี AI-First Bank มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการยกระดับธนาคารสู่ “ธนาคารแห่งอนาคต” ด้วยการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างสมบูรณ์ และมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างความพึงพอใจ แต่ต้องสามารถคาดการณ์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้าได้แบบรายบุคคล รวมถึงการนำ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและเตรียมความพร้อมของบุคลากร และสร้างไทยพาณิชย์ให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น

สำหรับนโยบายด้านการสร้างความยั่งยืน ธนาคารเดินหน้าภารกิจ “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกให้สามารถเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนเรื่อง ESG ให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ซึ่งธนาคารมีแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

1.การสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน 1.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2025 เพื่อสร้างการเติบโตสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้า

2.การส่งเสริมองค์ความรู้และการอบรมในเรื่องความยั่งยืนให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจและเรียนรู้ในการปรับตัวและนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ โรงแรม ก่อสร้าง ผลิตสินค้า นำเข้า-ส่งออก ขนส่ง ชิ้นส่วนยานยนต์ และค้าปลีก ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร

3.การสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านความยั่งยืนกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในการช่วยลูกค้าวางแผนลดคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ตั้งแต่การจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตั้งเป้าหมายในการลด ตลอดจนการนำโซลูชั่นทางด้านไอที เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ มาช่วยลูกค้า เป็นต้น

•แผนที่ดีช่วยไทยก้าวผ่านอุปสรรค

การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยต้องอาศัยการดำเนินนโยบายที่โปร่งใส การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลอย่างมีเป้าหมาย และการร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน หากสามารถผลักดันให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ ความเชื่อมั่นทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง ในฐานะสถาบันการเงิน เราอยากสนับสนุนให้มีนโยบายส่งเสริมการวางแผนทางการเงินให้กับบุคคลทั่วไปได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องวางแผนการเงินให้ดีและมีวินัยอย่างจริงจัง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมด้วย วันนี้เราอาจมีแนวทางในการแก้ปัญหาได้ แต่นอกจากจะแก้แล้วต้องช่วยวางแผนเผื่อไปในอนาคตเพื่อจะลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อีก และเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นโดยระบบอย่างแท้จริง

แม้ในปี 2568 ยังมีความท้าทายสูง แต่การมองโลกในแง่บวกและการวางแผนที่ดีจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมพัฒนานโยบายที่มีความยั่งยืนในระยะยาว