หน้าแรก เศรษฐกิจ ถอดบทเรียนปฏิ...

ถอดบทเรียนปฏิรูปพลังงาน “เม็กซิโก โมเดล” (1) กรณีศีกษา PEMEX บริษัทน้ำมันแห่งชาติ

17.03.17 | 16:32 น.

ท่ามกลางสถานการณ์โลกซึ่งราคาพลังงานน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ ยังแกว่งตัว ขาดเสถียรภาพ นั่นไม่เพียงแต่จะเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศผู้ใช้/บริโภคพลังงานเท่านั้น ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันที่เคยติดอันดับในระดับหัวแถวของโลกหลายๆ ประเทศ ก็เผชิญกับความท้าทายไม่น้อยเช่นกัน

เม็กซิโก เป็นอีกชาติหนึ่ง ที่มีแหล่งทรัพยากรน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนา รวมถึงทำรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสหรือเป็นแต้มต่อในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ

ทว่าการเลือกนโยบายและวิธีบริหารจัดการโดยกำหนดให้ “น้ำมัน” เป็นทรัพยากรของชาติ โดยรัฐบาลเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปดำเนินการทั้งระบบผ่าน “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” PEMEX (เริ่มใช้นโยบายดังกล่าวในปี พ.ศ.2481) กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งทำให้ประเทศเม็กซิโกเกิดปัญหาหลายๆ ด้านในการจัดการทรัพยากรน้ำมันและพลังงาน

ภายใต้แนวคิดที่ “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” PEMEX ได้สิทธิ์บริหารจัดการครบวงจร PEMEX จึงเป็นผู้สำรวจ ขุดเจาะเพื่อนำน้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ (ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันหรือเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน)

จากนั้น PEMEX ก็ทำหน้าที่ขายน้ำมันดิบ ตั้งโรงกลั่นเพื่อกลั่นน้ำมัน แล้วก็ตั้งปั๊มน้ำมันแบรนด์ PEMEX ขายน้ำมันสำเร็จรูปไปทั่วเม็กซิโก (ทั้งประเทศมีปั๊มยี่ห้อเดียว)
บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโกยังเหมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และเป็น operator ของทั้งสายโซ่ Petroleum Value Chain (ธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ)

Advertisement

ยังไม่รวมถึงการเป็นผู้ลงทุนโรงแยกก๊าซ, วางระบบท่อก๊าซ, เป็นผู้ซื้อ-นำเข้าก๊าซ LNG ฯลฯ

ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่เม็กซิโกเดินไปตามแนวคิดดังกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกิจการสำรวจขุดเจาะที่ดำเนินการเองมีความก้าวหน้าน้อยมาก ความสามารถในการดึงน้ำมันในแหล่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงเช่น การสร้างแท่นขุดเจาะในเขตน้ำลึก ก็ไม่เกิดขึ้น ประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันก็ไม่ได้รับการพัฒนา

เม็กซิโก จึงกลายเป็นประเทศที่แม้จะมีแหล่งสำรองน้ำมันจำนวนมหาศาล แต่ขุดเจาะนำขึ้นมาพัฒนา ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพน้อย ขาดแคลนโรงกลั่นน้ำมันที่ทันสมัย(เพราะห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุน)

นับจากปี พ.ศ.2500 เม็กซิโกกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าปิโตรเลียม โดยส่งอออกน้ำมันดิบขายไปให้โรงกลั่นในสหรัฐ แล้วซื้อน้ำมันสำเร็จรูปกลับมาใช้ภายในประเทศ!!

ขณะที่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น เม็กซิโก กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น เป็นภาระต้นทุนทางด้านพลังงานจนทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ

นี่ยังไม่นับการนำรายได้จากกิจการของ PEMEX ส่งกลับเข้ารัฐทั้งหมด แล้วรัฐบาลก็นำมาใช้ “อุดหนุนราคาน้ำมัน” ทำให้คนเม็กซิโกได้ใช้น้ำมันในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงในราคาตลาดโลกมาอย่างยาวนาน

แน่นอนว่าการได้ใช้น้ำมันในราคาต่ำเช่นนั้น ย่อมไม่ทำให้เกิดการใช้อย่างประหยัดหรือมีประสิทธิภาพเลยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ก่อนที่จะถลำลึกไปไกลจนกู่ไม่กลับเหมือนหลายประเทศใน ละตินอเมริกา โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างจาก เวเนซุเอลา ที่ดำเนินนโยบายทรัพยากรพลังงานและนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดจนกลายเป็นประเทศ “ล้มเหลว” เผชิญความยากลำบากจวบจนทุกวันนี้

ถึงที่สุดแล้ว ในปี พ.ศ.2556 เม็กซิโกจึงตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการ “ปฏิรูปพลังงาน” ผ่าตัดทั้งโครงสร้าง เปลี่ยนวิธีคิดแบบ 360 องศา

1.ยกเลิกการดำเนินการแบบ “ผูกขาด” แต่เพียงผู้เดียวของ PEMEX
2.เริ่มเปิดให้ผู้ผลิตน้ำมันต่างชาติมีโอกาสเข้ามาลงทุนการสำรวจ/ผลิตปิโตรเลียม
3.แบ่งแยกกิจการทั้ง น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า ออกจากกัน
4.เพิ่มบทบาทให้กระทรวงพลังงาน และมี องค์กรกลางเป็นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(Regurator) เข้ามาทำหน้าที่ในการกำหนดกติกาในการแข่งขันสำหรับธุรกิจพลังงานอย่างเป็นธรรม กระจายอำนาจการกำกับดูแล ทั้ง พลังงานน้ำมัน, แก๊ส , ไฟฟ้า
5.ยกเลิกการแทรกแซง-อุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลก

เมื่อถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นกับเม็กซิโก ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ยึดแนวทาง “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” สิ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ การผูกขาด-รวมศูนย์ ไม่เอื้อต่อการแข่งขันเสรีนั้น นำมาซึ่งปัญหานานาประการ ทั้งการขาดแคลนเทคโนโลยี(จากต่างชาติ) ขาดประสิทธิภาพในการประกอบการ, ขาดความสามารถในการลงทุนเพิ่มเพื่อต่อยอดขยายผลในกิจการปิโตรเลียมทั้งขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย

ที่สำคัญยังขาดการกำกับดูแลอย่างโปร่งใสและเอื้อให้เกิดการคอร์รัปชั่นได้ง่ายอีกด้วย

โชคดีที่ เม็กซิโกยังกลับตัวทัน และในตอนหน้าจะชวนคุยต่อถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อ “การปฏิรูปพลังงาน” ในเม็กซิโกเกิดดอกออกผลอย่างเป็นรูปธรรม