หน้าแรก เศรษฐกิจ อสังหาฯไทย เน...

อสังหาฯไทย เนื้อหอม ทุนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แห่ซื้อ ร่วมทุนคึกคัก

7.01.25 | 21:53 น.

อสังหาฯไทย เนื้อหอม ทุนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แห่ซื้อ ร่วมทุนคึกคัก

วันที่ 7 มกราคม แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีบริษัทขนาดใหญ่จากประเทศจีน ไต้หวันและญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในประเทศไทยหลากหลายธุรกิจ รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยแต่ละประเทศจะมีจุดมุ่งหมายในการลงทุนต่างกัน อย่างจีนจะเข้ามาลงทุนทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบ ในรูปแบบร่วมทุนกับพัฒนาแข่งกับผู้ประกอบการไทย

ส่วนไต้หวันจะมองหาที่ดินเพื่อลงทุนขยายโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งจะทำให้เกิดดีมานด์ที่อยู่อาศัยต่อไป ขณะที่ญี่ปุ่นจะสนใจร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการอสังหาฯไทย ล่าสุดมีสมาพันธ์ที่อยู่อาศัยของอสังหาญี่ปุ่น สนใจลงทุนอสังหาฯโลว์คาร์บอนในไทยทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมในโซนรังสิต-องครักษ์คลอง4 และทองหล่อ

“นอกจากนี้ยังมีบริษัทต่างชาติรายใหญ่แห่งหนึ่งที่เข้ามาเปิดสำนักงานย่านพระรามที่4 ได้ซื้อคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง จำนวน 20 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 240 ล้านบาท ให้พนักงานอยู่อาศัย” แหล่งข่าวกล่าว

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับการแข่งขันจากผู้ประกอบการต่างชาติ ต้องปรับปรุงการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อกระชับเวลาวงจรการก่อสร้าง การบริการให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการก่อสร้างมีคุณภาพ แข็งแรงมากขึ้น สามารถรับประกันได้นานขึ้น ด้านบริการหลังการขาย ต้องสร้างวงจรการอยู่อาศัยให้เป็นชุมชนที่มีคุณภาพที่ดีได้ในระยะยาว และภาครัฐต้องมีการจัดเก็บภาษีการซื้อคอนโดฯหรือเช่าที่ดินของชาวต่างชาติสูงกว่าคนไทย เพื่อนำภาษีมาซัพพอร์ตที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย

Advertisement

นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาฯในปี 2568 การร่วมทุนผู้ประกอบการไทยและต่างชาติจะยังคงมีให้เห็นโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจกับตลาดไทยมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้การขยายธุรกิจของผู้ประกอบการอสังหาฯไทยไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่สร้างรายได้ในระยะยาวมากกว่าการเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯอย่างเดียวจะเห็นมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง

นายสุรเชษฐกล่าวว่า ปี 2568 อาจจะเป็นอีกปีที่ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวหรือขยายตัวไม่แตกต่างจากปี 2567มากนัก ซึ่งตลาดอสังหาฯยังคงอยู่ในทิศทางไม่แตกต่างจากภาวะเศรษฐกิจ แต่อาจได้อานิสงค์การขายให้กับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในไทยมากขึ้นปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 40 ล้านคน

อีกทั้งจากแรงกดดันนโยบายใหม่ของสหรัฐ จะทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติในไทยจะมากขึ้นด้วย ทั้งซื้ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน แม้ว่าปัจจัยลบยังมีอยู่ แต่ด้วยความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยและชาวต่างชาติยังคงมี และมีแนวโน้มจะมากขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น