หน้าแรก เศรษฐกิจ ยอดผู้โดยสาร ...

ยอดผู้โดยสาร 6 สนามบิน ทอท. เพิ่มขึ้น 19.7% เร่งพัฒนาระบบสแกนหน้า ให้ทันใช้ 15 ม.ค.

8.01.25 | 13:32 น.

ยอดผู้โดยสารท่าอากาศยานเครือ ทอท. เพิ่มขึ้น 19.7%  เร่งพัฒนาไบโอเมตริกให้ใช้ได้ 100% ภายใน 15 มกราคมนี้


เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัด ได้ร่วมส่งความสุข มอบของขวัญ และอำนวยความสะดวกการเดินทาง และความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ทุกเส้นทางในทุกมิติ บก-ราง-น้ำ-อากาศ อย่างครอบคลุมทั้งประเทศ ตามนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ซึ่งทุกหน่วยได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การอำนวยความสะดวกในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายสุริยะกล่าวว่า ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้รายงานปริมาณการจราจรทางอากาศระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567-2 มกราคม 2568 มีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานของ ทอท. กว่า 2.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศกว่า 1.84 ล้านคน เพิ่มขึ้น 23.8% และผู้โดยสารภายในประเทศ 1.13 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.5% และมีเที่ยวบินกว่า 17,385 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 16.4% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 9,792 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 21.7% และเที่ยวบินภายในประเทศ 7,593 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.3%

Advertisement

นายสุริยะกล่าวว่า แม้ว่าในช่วงเทศกาลที่มีผู้โดยสารเดินทางเป็นจำนวนมาก แต่การให้บริการของท่าอากาศยานของ ทอท. สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีภาพผู้โดยสารหนาแน่น หรือแออัดในอาคารผู้โดยสาร โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ซึ่งมีผู้โดยสารใช้บริการมากที่สุด กระบวนการผู้โดยสารทำได้ดี ซึ่งระยะเวลาการให้บริการในกระบวนการผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศในภาพรวมเฉลี่ย 22 นาทีต่อคน และกระบวนการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศในภาพรวมเฉลี่ย 28 นาทีต่อคน

ขณะที่กระบวนการผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศในภาพรวมเฉลี่ย 12 นาทีต่อคน และกระบวนการผู้โดยสารขาออกภายในประเทศในภาพรวมเฉลี่ย 16 นาทีต่อคน ซึ่งมาจากการที่ ทอท.ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็กอินด้วย ระบบเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (CUSS) และการโหลดกระเป๋าด้วยระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD) การตรวจลงตราหนังสือเดินทางด้วยเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control (ABC)) หรือเครื่องช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Channel) ตลอดจนระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล หรือ Biometric

ทำให้ระยะเวลาการใช้บริการของแต่ละจุดบริการภายในท่าอากาศยานลดลงเหลือประมาณ 1 นาที จากเดิมประมาณ 3 นาที ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้ ทอท.ดำเนินการเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารเพื่อให้การอำนวยความสะดวกมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นอีก เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมาคือ ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567-2 มกราคม 2568 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) มีผู้โดยสารมาใช้บริการ 1,429,736 คน เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีเที่ยวบิน 7,707 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 14.3% ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองมีผู้โดยสาร 758,929 คน เพิ่มขึ้น 27% และมีเที่ยวบิน 4,914 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 19.2%

สำหรับท่าอากาศยานเชียงใหม่มีผู้โดยสาร 233,769 คน เพิ่มขึ้น 19.7% และมีเที่ยวบิน 1,425 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.1% ส่วนท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายมีผู้โดยสาร 46,190 คน เพิ่มขึ้น 14.5% และมีเที่ยวบิน 318 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12% ด้านท่าอากาศยานภูเก็ตมีผู้โดยสาร 437,411 คน เพิ่มขึ้น 20.4% และมีเที่ยวบิน 2,573 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 20.5% และท่าอากาศยานหาดใหญ่มีผู้โดยสาร 66,092 คน เพิ่มขึ้น 18.2% และมีเที่ยวบิน 448 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 17.9%

นายกีรติกล่าวว่า การพัฒนาระบบเทคโนโลยีของ ทอท. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการบริหารจัดการท่าอากาศยานของ ทอท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งตามข้อสั่งการของนายสุริยะ ที่ให้ ทอท.ดำเนินการพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อรองรับผู้โดยสารให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างพัฒนาการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการท่าอากาศยานและการให้บริการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งพัฒนาระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ให้ประชาชนคนไทยสามารถใช้งานระบบได้ทุกคน 100% ภายในวันที่ 15 มกราคม 2568

โดยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) จะสามารถรองรับการใช้งานของบัตรประชาชนตลอดชีพที่ไม่ระบุวันหมดอายุบัตร และรองรับการใช้งานของประชาชนบางคนที่มีชื่อหรือนามสกุลที่สะกดด้วยอักษรภาษาอังกฤษมากกว่า 20 ตัวอักษร ให้สามารถใช้งานระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ได้

ทั้งนี้ นายกีรติกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินได้ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติแล้วหลังจากธุรกิจการบินได้เผชิญความท้าทายภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่ง ทอท.มีความพร้อมรองรับให้บริการทุกด้านไม่ให้เกิดภาพความหนาแน่นเกินไป ตั้งแต่จุดตรวจความปลอดภัย ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง (Airside) ที่ได้เพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารจากการเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) และด้านพื้นที่ตั้งแต่ส่วนที่ติดถนน เข้ามาจนถึงจุดตรวจความปลอดภัย (Landside) ที่สามารถรองรับเที่ยวบินได้มากขึ้นจากการเปิดทางวิ่งเส้นที่ 3

“ทอท.จะเร่งพัฒนาท่าอากาศยานให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อสร้างโอกาสและการเข้าถึง พร้อมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติอย่างครอบคลุมทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรมต่อไป” นายกีรติกล่าว