หุ้น RS-RSXYZ  ร่วงต่อเนื่องวันที่ 2 กว่า 30% บล.กรุงศรี จับตาฐานะการเงิน หวั่นถูกฟอร์ซเซล พบช่วงปลายSCM ทำด้วย

8.01.25 | 17:57 น.

หุ้น RS-RSXYZ  ร่วงต่อเนื่องวันที่ 2 กว่า 30% บล.กรุงศรี จับตาฐานะการเงิน หวั่นถูกฟอร์ซเซล พบช่วงปลายSCM ทำด้วย

เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท อาร์เอส จํากัด (มหาชน) หรือ RS และบริษัท อาร์เอสเอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) พบว่าปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยล่าสุดปิดตลาดเมื่อช่วงเย็นวันนี้พบว่าหุ้น RSXYZ ปรับลดลง 0.35 สต.ต่อหุ้น หรือลดลง 30.43% จากวานนี้ (7ม.ค.) โดยราคาปิดที่ 0.80 บาทต่อหุ้น ขณะที่หุ้น RS ลดลง 1.14 บาทต่อหุ้นหรือลดลง 30.48%  จากวานนี้ (7 ม.ค.) โดยราคาปิดที่ 2.60 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) รายงานว่า วานนี้ (7 ม.ค.) ราคาหุ้น RS ลดลง -30% สอบถาม IR ไม่พบประเด็นลบใหม่ ขณะที่กรุงศรีมองหุ้น RS มีปัจจัยลบกดดันจากผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มขาดทุน ฐานะการเงินเริ่มมีความเสี่ยง และราคาหุ้นมีความเสี่ยงจากการใช้หุ้นวางประกันบัญชีมาร์จิ้น

วานนี้ (7 ม.ค.) ราคาหุ้น RS ลดลง -30.09% มาปิดที่ 3.74 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 74 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ย/วันย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 27 ล้านบาท

คาดว่าเป็นเพราะผลการดำเนินงานยังไม่สดใส งวด 3Q24 RS รายงานผลการดำเนินงานปกติมีผลขาดทุน -301 ล้านบาท (พลิกจากกำไร 71 ล้านบาท ใน 3Q23 และขาดทุนเพิ่มจาก -64 ล้านบาท ใน 2Q23) เนื่องจากรายได้ลดลงกว่า -37% YY และ -20% QQ ตามการหดตัวของรายได้ธุรกิจ Commerce และ Entertainment และแนวโน้ม 4Q24F เราคาด RS ยังคงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติต่อเนื่อง

Advertisement

ส่วนฐานะทางการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/67 มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ย 3,839 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น 1,507 ล้านบาท เงินกู้ระยะยาว 1,835 ล้านบาท (ครบกำหนด 1 ปี 502 ล้านบาท)และหนี้สินสัญญาเช่าทางการเงิน 497 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 3,141 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุน 1.5 เท่า

มองว่าฐานะการเงินไม่แข็งแรงนัก ภายใต้สภาวะที่ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มขาดทุน อีกทั้งบริษัทไม่ประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างบริษัท เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 67 RS มีการแจ้งยกเลิกการเข้าลงทุนในบริษัท GIFT (ปัจจุบันชื่อ RSXYZ) เนื่องจากราคาหุ้น GIFT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเงื่อนไขทางธุรกิจที่ตกลงไว้เดิมอาจไม่ก่อประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 67 ก.ล.ต.มีการให้ RS ชี้แจงข้อมูลการปรับโครงสร้างบริษัทข้างต้น

ส่วนการซื้อขายหุ้นของผู้บริหาร พบว่าช่วงปลายปี’67 ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ RS มีการขายหุ้น 4-5 ครั้ง (ครั้งละประมาณ 5-10 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.5-5.86 บาท/หุ้น) แม้ว่าจะคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมด แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองไม่เป็นบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะที่การใช้หุ้นวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้น ตามรายงาน ตลท.เดือน พ.ย. 67 พบว่าหุ้น RS ถูกใช้เป็นหลักทรัพย์วางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้นของลูกค้าจำนวน 222 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วน 60% ของการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย มีความเสี่ยงถูก Force Sell

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงไม่มีคำแนะนำ และราคาเป้าหมายปี’68 โดยหุ้น RS เบื้องต้นมองการพลิกพื้นธุรกิจหลัก Commerce และ Entertainment ของ RS มีความท้าทายสูง ขณะที่เริ่มมีความเสี่ยงทางด้านฐานะทางการเงินจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุนมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเงินกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระภายในเดือน ก.ย. 25 จำนวน 502 ล้านบาท ในขณะที่ RS มีเงินสด ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 306 ล้านบาท และมีความเสี่ยงราคาหุ้นได้รับผลกระทบจากการ Force Sell ของหุ้นที่ถูกใช้วางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิ้น

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 67 บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) โดย นาย อธิโรจน์ เลิศฤทธิ์อธิกิจ ได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้น SCM จำนวน 34,922,100 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5.85% จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ถือหุ้นอยู่ จำนวน 35,552,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.96% จึงส่งผลให้นายอธิโรจน์ เลิศฤทธิ์อธิกิจ เหลือการถือหุ้นใน SCM จำนวน 629,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.10%

ก่อนหน้านี้ SCM ชี้แจงเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCM ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน

โดยราคาหุ้น SCM ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากธุรกรรมทางการเงินส่วนบุคคลของผู้บริหารบางท่าน โดยธุรกรรมนี้เป็นการกู้ยืมเงินกับพันธมิตรทางการเงิน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

เมื่อพันธมิตรดังกล่าวมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงานในประเทศทำให้เกิดการขอคืนเงินต้นในระยะเวลาอันสั้น ผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระเงินคืนได้ทันเวลา จึงเกิดการขายหลักทรัพย์ตามเงื่อนไข (Force Sell)