หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ร...

นักวิเคราะห์รับหุ้นอาร์เอสวิ่งยาก หลังดิ่งฟลอร์ต่อเนื่อง แง้มมีประกันมาร์จิ้น 222 ล้านหุ้น

8.01.25 | 18:25 น.

นักวิเคราะห์รับหุ้นอาร์เอสวิ่งยาก หลังดิ่งฟลอร์ต่อเนื่อง แง้มมีประกันมาร์จิ้น 222 ล้านหุ้น


เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีเฮียฮ้อ หรือนายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ในสัดส่วน 22.32% หรือ 487 ล้านหุ้น และถือหุ้นในบริษัท อาร์เอสเอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) หรือ RSXYZ สัดส่วน 16.35% หรือ 257 ล้านหุ้น ถูกบังคับขาย (Forced sell) หรือฟอร์ซเซล จากการจำนำหุ้นนอกตลาด จนนำไปสู่ราคาหุ้นอาร์เอสที่ร่วงลงมาต่ำสุดฟลอร์ หรือหุ้นที่ราคาลดลงไปถึงระดับราคาต่ำสุดที่ได้กำหนดไว้ โดยราคา ณ วันที่ 8 มกราคม อยู่ที่ 2.60 บาท ลดลง 1.14 บาท หรือลดลง 30.48% โดยสาเหตุมองว่า ต้องรอติดตามว่าการฟอร์ซเชลจะสิ้นสุดในช่วงใด เพราะประเด็นการฟอร์ซเชลของผู้บริหารน่าจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในเชิงลบจนปรับร่วงลงอย่างที่เห็นกัน จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ราคาหุ้นอยู่ประมาณ 6.70 บาท

นายวิจิตร กล่าวว่า หากพิจารณาตามหลักทรัพย์ที่ใช้วางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้น ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่า วางไว้อยู่ที่ 10.18% ของจำนวนราคาทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นที่รีพอร์ตปัจจุบันประมาณ 222 ล้านหุ้น ส่วนงบประมาณบริษัททั้งปี 2567 ก็ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรเพียง 12 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าระหว่างช่วงที่ผ่านมาการบันทึกผลกำไรของบริษัทรวมอะไรเข้าไปบ้าง เพราะกำไรปรับลดลงสูงมากเทียบจากเดิม

“ตอนนี้ต้องรอให้ผู้บริหารออกมาแถลงว่าเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาในทางใด และจะแก้ไขได้อย่างไร เพราะราคาหุ้นในตอนนี้ ในส่วนของนักลงทุนจะปิดความเสี่ยงด้วยการขายออกมา ถือว่าทำได้ยากมาก เพราะราคาที่ร่วงต่ำติดฟลอร์ กดราคาหนักๆ น่าจะมีหุ้นที่ค้างอยู่ อย่างข้อมูลการซื้อขายล่าสุด ปริมาณหุ้นที่จับคู่การซื้อขายอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่าหุ้นเท่านั้น ถือเป็นสัญญาณเชิงลบอยู่แล้ว เพราะเทียบกับบัญชีมาร์จิ้นที่วางไว้เป็นหลักประกันประมาณ 222 ล้านหุ้น แต่จำนวน 3 ล้านกว่าหุ้นที่ซื้อขายกันยังสามารถทำให้ร่วงติดฟลอร์ได้ จึงต้องดูการออกมาแถลงของผู้บริหารอีกครั้ง เนื่องจากภาพรวมธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ เพลง การค้าปลีกที่อาจยังไม่ได้เติบโตมากนัก ตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน” นายวิจิตร กล่าว

Advertisement