หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท. ชี้สงครา...

ตลท. ชี้สงครามการค้าสหรัฐกดดันหุ้นไทยที่สุด ลุ้นดึงเงินทุนเคลื่อนย้าย

8.01.25 | 19:28 น.

ตลท. ชี้สงครามการค้าสหรัฐกดดันหุ้นไทยที่สุด ลุ้นดึงเงินทุนเคลื่อนย้าย ยันพร้อมปรับเพิ่มความน่าสนใจ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยเป็นกรณีนายโดนัลล์ ทรัมป์ มีกำหนดเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ประเทศไทยต้องติดตามการประกาศนโยบายว่าจะส่งผลอย่างไร โดยหากพิจารณาจากการดำรงตำแหน่งสมัยแรก พบว่ามีการเคลื่อนย้ายเงินทุนกว่า 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ 10% ทำให้ในครั้งนี้จะต้องประเมินว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยจะสามารถดึงเม็ดเงินที่มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาได้มากน้อยเท่าใด โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินทุกแนวทางเพื่อให้ตลาดทุนมีความน่าสนใจและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น

ด้านนายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และโฆษกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะรวบรวมข้อมูลการจำนำหุ้นผ่านระบบศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD มาเปิดเผยให้ผู้ลงทุนได้รับทราบ รูปแบบจะคล้ายกับการรายงานหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้น (มาร์จิ้นโลน) ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดเผยเป็นลักษณะรายเดือน พร้อมคาดว่าจะมีความคืบหน้าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

โดยยอมรับว่าการจำนำหุ้นก็เป็นปัญหาที่ ตลท. และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นกันอยู่ ซึ่งมีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง แม้การเปิดเผยข้อมูลการจำนำหุ้นอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนมากขึ้น โดย ตลท.อยากให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มาโฟกัสที่ธุรกิจของตัวเองมากกว่า เพราะการนำหุ้นไปจำนำไม่รู้ว่าผู้บริหารจะไปโฟกัสที่ใดแทน

นายรองรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีหุ้นบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ที่ปรับตัวลดลงแรง 2 วันติดต่อกันนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันมาร์จิ้นจำนวน 222 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยในปัจจุบัน ตลท.ยังไม่ได้มีการส่งหนังสือไปยังบริษัทให้มีการชี้แจงแต่อย่างใด เนื่องจากการนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันมาร์จิ้นถือเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นเอง และหุ้นถือเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลจะนำไปทำเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Advertisement

ขณะที่นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยในปี 2567 ปิดในระดับที่แทบไม่แตกต่างจากปี 2566 แต่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และปี 2568 ยังสามารถขยายตัวได้ดี นำโดยภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่อาจเผชิญความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่สูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน และมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility” โดยแบ่งนโยบายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก รวม 11 นโยบาย ซึ่งน่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นในหลายเซกเตอร์ที่เกี่ยวข้อง

นายศรพล กล่าวว่า ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนธันวาคม 2567 ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,400.21 จุด ทำให้ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 7.6% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 ดัชนีปรับลดลงเพียง 1.1% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มการเงิน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 40,704 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากเดือนธันวาคม 2566

ขณะที่ในปี 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,551 ล้านบาท ลดลง 12.7% จากปี 2566 เห็นสัญญาณเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด 3 เดือนต่อเนื่อง ด้าน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยขอตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.8 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 18.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.6 เท่า ทำให้อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 3.45% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ 3.17%