โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ถูกเสนอให้ใช้ผลิตไฟฟ้าในไทย เพื่อตอบสนองนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Carbon Neutrality ในปี 2593 และ Net Zero ในปี 2608 ของประเทศไทย
เป้าหมายดังกล่าวทำให้ไทยต้องลดจำนวนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงขึ้นถึง 51% ซึ่งจะทำให้ระบบไฟฟ้ามีความผันผวนจึงจำเป็นจะต้องสร้างความสมดุลด้านพลังงานที่มีเสถียรภาพอย่างเหมาะสม โรงไฟฟ้า SMR จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในภาวะที่ค่าไฟยังเป็นประเด็นร้อนจากต้นทุนเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่นับวันยิ่งแพงขึ้น
รู้จักโรงไฟฟ้า SMR เป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตไฟฟ้า
สามารถเดินเครื่องร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 51% ซึ่งจะทำให้ระบบไฟฟ้ามีความผันผวน ดังนั้นโรงไฟฟ้า SMR จึงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า SMR ยังเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมแข่งขันได้ และช่วยให้ประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality อย่างยั่งยืน
ถือเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลา ประเทศไทยจึงได้บรรจุโรงไฟฟ้า SMR ไว้ในช่วงปลายแผนของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP2024)
ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า SMR ถูกยกระดับให้มีความเข้มข้นมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป โดยได้รับการออกแบบให้สามารถหยุดการทำงานได้เองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มีระบบหล่อเย็นภายในตัว สามารถระบายความร้อนได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและเจ้าหน้าที่ควบคุมเช่นในอดีต เพราะระบบระบายความร้อนใช้หลักการธรรมชาติ เช่น การถ่ายเทความร้อน น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินโรงไฟฟ้าจะไม่เกิดความเสียหายแม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าในระบบเลยก็ตาม
นอกจากนี้ บางเทคโนโลยียังออกแบบให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่ใต้ดินเพื่อช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง เช่น สึนามิ พายุ แผ่นดินไหว แตกต่างจากกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ–ไดอิจิ ที่ระบบหล่อเย็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า อีกทั้งการลดความซับซ้อนของอุปกรณ์ ทำให้การควบคุมตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้นโอกาสเกิดอุบัติเหตุและรังสีรั่วไหลจึงน้อยลงตามไปด้วย
โดยโรงไฟฟ้า SMR มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้ เพราะใช้เชื้อเพลิงในปริมาณน้อยมากเพราะมีความร้อนสูง (ยูเรเนียม 1 กิโลกรัม ผลิตไฟฟ้าได้เท่ากับถ่านหิน 100,000 กิโลกรัม หรือก๊าซธรรมชาติ 50,000 กิโลกรัม)
ยกตัวอย่างโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ จะใช้แร่ยูเรเนียมเฉลี่ยประมาณ 12 ตันต่อปี ในขณะที่แร่ยูเรเนียมยังมีอยู่ในปริมาณมาก สามารถเลือกซื้อได้จากหลายแหล่ง ทำให้ไม่เกิดการผูกขาดเหมือนก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน ราคาเชื้อเพลิงค่อนข้างคงที่ ไม่ผันผวน
ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR ที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov เป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำ ขนาด 70 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองชูคอตกา ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 1 แสนคน
และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ HTR-PM ของประเทศจีน ขนาด 210 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเมื่อปี 2565 สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 3 แสนครัวเรือนและในปี 2569 ประเทศจีนกำลังจะ COD โรงไฟฟ้า Hainan Changjiang NPP ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดดของมณฑลไห่หนาน
จะเห็นว่าโรงไฟฟ้า SMR เป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เพราะแร่ยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีจำนวนมาก ราคาต่ำ ใช้ในปริมาณน้อย และไม่มีการผูกขาดเหมือนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงไม่มีความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง
หลายประเทศมีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต อาทิ ประเทศนอร์เวย์วางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนให้กับนิคมอุตสาหกรรมหรือธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศแคนาดาตั้งเป้าดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกภายในปี 2577 และเกาหลีใต้ได้ประกาศร่างแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติชุดใหม่ โดยมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR ให้พร้อมใช้งานด้วย
สำหรับประเทศไทยอยู่ในสถานะรอความชัดเจน จากแผน PDP2024
โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังติดตามเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เกาหลีใต้ และจีน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย
หลังศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์และพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานกว่า 17 ปี
ส่วน กฟผ.จะได้เดินหน้าเต็มสูบหรือไม่รอติดตาม!!

