14 ม.ค. เอกชนอสังหาฯ ตบเท้าพบ ขุนคลัง เร่งออก 4 มาตรการกระตุ้นตลาด ห่วงบ้านเพื่อคนไทยกระทบซัพพลาย
เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วันที่ 14 มกราคม ทั้ง 4 องค์กรด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จะเข้าพบนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อยื่นหนังสือให้ออก 4 มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์
ประกอบด้วย 1.ขอต่ออายุมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองจากการซื้อที่อยู่อาศัยเหลือ 0.01% สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 2. ขอต่ออายุมาตรการวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านธนาคารของรัฐ และ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3. ขอลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2568 ลงร้อยละ 50 ลดภาระของเอกชนและประชาชน ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่แข็งแรง และ4.ขอให้พิจารณาผลักดันลดขนาดที่ดินของโครงการจัดสรรที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และขนาดของครอบครัวที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
“นอกจากยื่น 4 ข้อเสนอแล้ว น่าจะมีการหารือถึงสถานการณ์ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับปัญหา จากหลายปัจจัยที่มีมาต่อเนื่องจากปี 2567 โดยเฉพาะกำลังซื้อที่ลูกค้ากู้ไม่ผ่านสูง”นายอิสระกล่าว
นายอิสระยังกล่าวถึงโครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่รัฐบาลจะเปิดจองสิทธิวันที่ 17 มกราคม ว่า ถือเป็นโครงการช่วยกลุ่มจบใหม่และวัยทำงานมีบ้านหลังแรกได้ อีกทั้งเป็นโครงการทางเลือกมากกว่าเป็นคู่แข่งของผู้ประกอบการอสังหาฯ เนื่องจากทำเลถ้าเอกชนพัฒนาในทำเลทำนองเดียวกัน คือ ใกล้ระบบราง ราคาจะสูงกว่า เพราะต้องซื้อที่ดินราคาสูง และที่ว่าเป็นทางเลือก เพราะบ้านเพื่อคนไทยแม้ ทำเลดี ราคาต่ำกว่าแต่ก็เป็นสิทธิการเช่าระยะยาว ขณะที่โครงการของภาคเอกชนราคาสูงกว่า แต่ก็ได้กรรมสิทธิถาวร
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า วันที่ 14 มกราคม สมาคมจะเข้าพบนายพิชัย เพื่อยื่นหนังสือมาตรการกระตุ้นอสังหาฯอย่างเป็นทางการ จะมีการหารือถึงโครงการบ้านเพื่อคนไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อซัพพลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากโครงการมีการพัฒนาในหลายทำเลและหลายราคา และมีเป้าผลิตร่วม 3 แสนยูนิต ขณะที่ภาคเอกชนมีการผลิตออกมาปีละ 1.5-2 แสนยูนิต ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายและคนตลาดกัน แต่โครงการใช้แหล่งเงินสินเชื่อเดียวกัน คือ ธนาคารอาคารส่งเคราะห์(ธอส.) อาจจะทำให้ธอส.ซัพพอร์ตวงเงินให้ไม่พอ

