เผย 6-7 ยักษ์เอกชนสนลงทุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เปิดปี72 ตัดหน้าโอซาก้า ชี้พนันนอกระบบลดครึ่งหนึ่ง
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 มกราคม ว่า ขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ระดับโลก 6-7 ราย แสดงความสนใจจะลงทุนสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความพร้อมในทุกด้าน ทำเลที่นักลงทุนให้ความสนใจมีหลายแห่ง อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เป็นที่เรียบร้อยและคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาการออกกฎหมายราว 7-9 เดือน หลังจากนั้นเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบาย ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาทำเลที่ตั้ง และจำนวนใบอนุญาต อัตราค่าบริการต่างๆ ส่วนคณะกรรมการกำกับดูแล เช่น ตรวจสอบการโกง ปราบปรามให้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง จะมีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน ส่วนของสำนักงานจะเป็นการดำเนินการด้านเอกสารและรายละเอียดทั้งหมดของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะเห็นการลงทุน หรือการตอกเสาเข็มการก่อสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน
“ผมขอย้ำว่าเงื่อนไขการลงทุนนั้นจะเป็นการก่อสร้างใหม่ในพื้นที่ใหม่ เป็นพื้นที่ของรัฐ มีขนาดที่ดินราว 300 ไร่ จะมีทั้งโรงแรมมากกว่า 4-5 แห่ง 5,000 ห้อง มีสวนสนุกขนาดใหญ่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ และจัดคอนเสิร์ตได้ตลอดทั้งปี หรือกิจกรรมอื่นๆ ขณะที่ส่วนของกาสิโนนั้น จะมีเพียง 3-5% เท่านั้น เพราะฉะนั้นการลงทุนแต่ละแห่งจะใช้เงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 3-5 ปี โดยปีที่ 3 คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายจะให้เปิดบริการภายใน 2572 ก่อนที่ศูนย์เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในเมืองโอซาก้าจะเปิดบริการในปี 2573 ส่วนอีกแห่งที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังไม่มีกำหนดว่าจะเปิดเมื่อใด” นพ.พรหมินทร์กล่าว
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากโมเดลการศึกษาของสิงคโปร์ พบว่าตลอด 15 ปีของการดำเนินการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จากปี 2548-2563 พบว่าการพนันนอกระบบหายไปเกือบครึ่ง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 50% เชื่อว่าเมื่อประเทศไทยสามารถจัดตั้งเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้สำเร็จ จะทำการพนันนอกระบบลดลง และมีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน เฉพาะการลงทุนก่อสร้างในระยะแรก 1 แสนล้านบาท จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 0.2% และหากแล้วเสร็จทั้งโครงการจะมีผลต่อจีดีพี 0.7% สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้นจะเป็นลักษณะของการร่วมลงทุน ส่วนของคนไทยนั้นเชื่อว่าจะมีหลายรายสนใจร่วมลงทุน โดยรูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะของการเปิดประมูล รายใดยื่นข้อเสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงสุดรายนั้นจะได้รับการคัดเลือก และเชื่อว่าเมื่อเป็นการลงทุนของเอกชน 100% จะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะต้องการผลตอบแทนกลับคืนเร็วเช่นกัน
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข้อสังเกตว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ให้ดูเรื่องผลกระทบ เพราะกฎหมายนี้ต้องออกมาควบคุม กำกับ ดูแล พร้อมกับเยียวยา รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การพนันอาจไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง แต่การศึกษาของกระทรวงการคลัง เกิดผลกระทบ 2 ช่วง คือ ช่วงก่อสร้าง จีดีพี โตตกปีละ 0.2% ซึ่งไม่รวมการพนันหรือเกมมิ่ง เป็นเรื่องปกติ และการที่จะนำมาคำนวณเป็นจีดีพี จะต้องมีการผลิตเกิดขึ้นในหลายส่วน ยืนยันว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะมูลค่ากว่าแสนล้าน แต่ถ้ามีมากกว่า 1 จุด จะมีการเติบโตมากกว่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินเรื่องการลงทุน ยังไม่ใช่ผลพลอยได้ เนื่องจากโครงการที่จะทำ คือ Man-made destination ซึ่งพื้นที่จะต้องมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนรอบพื้นที่และสามารถเก็บรายได้เข้ารัฐได้ ทั้งนี้ให้กฎหมายนี้มีผลเร็วที่สุด รัฐบาลชุดนี้ทำงานเร็วอยู่แล้ว เข้าใจว่าหลายอย่างมีขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ทราบว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เชื่อว่าไม่มีใครชักช้า
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ในมือของคณะกรรมการกฤษฎีกาคาดว่าไม่นาน เพราะความล่าช้าเป็นต้นทุนทางโอกาส และถ้าล่าช้าความแตกต่างของผลประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจะเห็นได้ชัด เรื่องนี้เป็นประโยชน์ ไม่เหมือนกับที่หลายสำนักข่าวไปบอกว่าเป็นกาสิโน และเอ็นเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ก็ทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกกฎหมายเฉพาะ เพราะการลงทุนบางประเภท ไม่สามารถดึงดูดด้วยกลไกปกติได้ ต้องใช้กลไกและกฎหมายพิเศษที่จะขับเคลื่อนได้จริง แต่ยอมรับว่าถ้าจะให้บังคับใช้ได้ไตรมาส 3 ก็ตึงมาก ส่วนไตรมาส 4 ตอบไม่ได้จริงๆ ผู้สื่อข่าวถามถึงบริษัทที่จะมาลงทุนในประเทศไทย นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับบริษัทที่จะลงทุน จะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย แต่ไม่ได้จำกัดเรื่องของสัญชาติ เพราะจะมีการเขียนกฎหมาย ให้ผู้ลงทุนต้องมีทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการคัดกรอง ให้รู้ว่าคนที่เข้ามาเป็นเบอร์ใหญ่ และเป็นนักลงทุนจริง เพราะการทำโปรเจ็กต์ขนาดนี้ต้องเป็นคนที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ มีประสบการณ์ เคยทำธุรกิจประเภทนี้มาก่อน
“ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของเส้นสาย หรือเกี้ยเซี้ยอะไรในรัฐบาล เพราะในรัฐบาลไม่มีใครกล้าทำ” นายจุลพันธ์กล่าว

