ย้อนเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมออกสู่สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ที่มีการลักลอบประกอบกิจการเกี่ยวกับการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างไม่ถูกต้อง บนพื้นที่กว่า 73 ไร่ ใจกลางชุมชนบ้านหนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 22 เมษายน 2567 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคาร 5 ของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด เป็นอาคารจัดเก็บของเสียและวัตถุอันตราย ก่อนจะลุกลามไปยังอาคาร 3 และพื้นที่ข้างเคียง ทำให้เกิดควันพิษ และกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่กว่า 1,531 คน ใน 582 ครัวเรือน
หลังเพลิงสงบลง ภายใต้ซากปรักหักพังของโครงสร้างอาคาร กรอ. พบว่ามีของเสียเคมีวัตถุ และเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ รวมถึงยังพบว่าน้ำที่ใช้ในการดับเพลิงเกิดการปนเปื้อนสารพิษจากกากอุตสาหกรรมที่กองเก็บในอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ ไหลสะสมในบ่อน้ำกรดขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก
ต่อมา ศาลจังหวัดระยองพิพากษาให้ริบวัตถุอันตรายทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และส่งมอบให้ กรอ.ทำการบำบัดกำจัด โดยให้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยมีของเสียทั้งหมดที่ตกค้างภายในพื้นที่กว่า 33,800 ตัน
ประกอบด้วย 1.ของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ 12,600 ตัน 2.กากตะกอนของเสียตกค้างในอาคารและรางระบายน้ำ 4,600 ตัน 3.กากตะกอนผิวดินที่เกิดการปนเปื้อนจากเหตุไฟไหม้ 5,900 ตัน และ 4.น้ำเสียเคมีวัตถุ 10,700 ตัน ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการบำบัดกำจัดสูง ไม่สามารถดำเนินการในคราวเดียว
ประกอบกับการสำรวจ พบว่าภายในพื้นที่มีตะกรันอะลูมิเนียมหรืออะลูมิเนียมดรอสประมาณ 7,000 ตัน ซึ่งเป็นตะกรันที่เกิดการหลอมหรือถลุงแร่อะลูมิเนียมด้วยความร้อน มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียม (Al) อะลูมิเนียมไนไตรด์ (AlN) และอะลูมิเนียมคาร์ไบด์ (Al4C3) เมื่อสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นในบรรยากาศจะเกิดก๊าซไฮโดรเจน (H2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซแอมโมเนีย (NH3) ส่งกลิ่นเหม็น อะลูมิเนียมดรอสจึงเป็นกากของเสียอันตรายที่สร้างปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนชาวบ้านในพื้นที่มากที่สุด
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) คนใหม่ ที่ประกาศปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอย่างจริง ให้ข้อมูลว่า
เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหนองพะวา กรอ.จึงได้แถลงต่อศาลจังหวัดระยองขอเบิกเงินที่บริษัท วิน โพรเสส จำกัด วางไว้ต่อศาลจำนวน 4.9 ล้านบาท มาใช้ในการบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งอะลูมิเนียมดรอสสามารถบำบัดกำจัดได้ 3 วิธี
คือ 1.ใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาอุตสาหกรรมซีเมนต์ 2.นำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น เช่น การหลอมใหม่เพื่อการรีไซเคิล ซึ่งมีต้นทุนสูงเนื่องจากมีสัดส่วนของอะลูมิเนียมต่ำ และ 3.ฝังกลบอย่างปลอดภัยเมื่อทำการปรับเสถียรหรือทำให้เป็นก้อนแข็งแล้ว มีค่าใช้จ่ายในการปรับเสถียรและฝังกลบอย่างปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง
โดยค่าใช้จ่ายในการบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสรวมค่าขนส่งอยู่ที่ประมาณตันละ 10,000 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสทั้งหมด 7,000 ตัน สูงถึง 70 ล้านบาท
อธิบดีพรยศย้ำว่า การบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสโดยการใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาอุตสาหกรรมซีเมนต์ เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากกรรมวิธีการผลิตปูนซีเมนต์ใช้กระบวนการบดย่อยและการเผาวัตถุดิบด้วยความร้อนสูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียส ก่อนที่จะทำการเติมสารประกอบเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของปูนเม็ดให้ได้ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ตามสเปกที่ต้องการ
ทั้งนี้ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์จะใช้วัตถุดิบหลักคือ หินปูนและดินขาว ซึ่งมีองค์ประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) กว่า 80% ผสมกับหินดินดานหรือดินดำที่มีองค์ประกอบออกไซด์ของซิลิกา (SiO2) ออกไซด์ของเหล็ก (Fe2O3) และออกไซด์ของอะลูมินา (Al2O3) ซึ่งอะลูมิเนียมดรอสมีส่วนประกอบสำคัญของออกไซด์อะลูมินาดังกล่าว จึงสามารถนำมาใช้ผสมเป็นวัตถุดิบทดแทน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากการทำเหมืองได้
กรอ.จึงผนึกกำลังร่วมกับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ร่วมดำเนินกิจกรรม “อุตสาหกรรมรวมใจ” ทำการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสจากบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ไปบำบัดกำจัดโดยใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนผสมร่วมกับดินอะลูมินาในกระบวนการเผาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ของโรงปูนใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ประกอบกับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตปูนซีเมนต์ภายใต้แนวคิด “Green Cement” มีระบบบริหารจัดการและระบบบำบัดมลพิษประสิทธิภาพสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสได้อย่างปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบโรงงาน
อีกทั้งยังสามารถบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสทั้งหมด 7,000 ตัน ได้ในคราวเดียว ด้วยงบประมาณเพียง 4 ล้านบาท นอกจากจะบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านหนองพะวาได้แล้ว ยังลดการใช้งบประมาณของภาครัฐลงได้กว่า 66 ล้านบาท
ในส่วนของการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสจากบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ไปยังบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) นั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2568 โดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ โดยการยกถุงบิ๊กแบ๊กที่บรรจุอะลูมิเนียมดรอส บรรทุกโดยรถโรลออฟพ่วงที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ขนส่งวัตถุอันตราย บรรทุกจำนวน 17 ถุงต่อคัน จำนวน 4-5 คันต่อวัน รวมจะทำการขนย้ายปริมาณ 115 ตันต่อวัน ซึ่งจะใช้เวลาในการขนย้ายและทำการบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสทั้งสิ้นประมาณ 60 วัน
โดยรถโรลออฟพ่วงทุกคันมีการใช้ระบบติดตามจีพีเอส และมีระบบติดตามและตรวจสอบการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสเฉพาะกิจ ปิดคลุมรถด้วยแผ่นพลาสติกรัดตรึงด้วยเชือกทุกด้าน เพื่อป้องกันการรั่วไหลและป้องกันน้ำอย่างมิดชิด จึงสามารถมั่นใจได้ว่า การขนย้ายและการบำบัดกำจัดอะลูมิเนียมดรอสทั้งหมด จะดำเนินการเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในวันที่ 26 เมษายน 2568 นี้
ทั้งนี้ กรอ.จะเร่งทำการบำบัดกำจัดกากของเสียที่เหลือให้เร็วที่สุด ระยะต่อไปจะทำการบำบัดของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ โดยเฉพาะสารเคมีที่บรรจุอยู่ในถัง IBC และถุงบิ๊กแบ๊กนอกอาคารปริมาณ 2,600 ตัน รวมถึงวัตถุอันตรายในบ่อซีเมนต์อีกกว่า 1,400 ตัน และกากของเสียที่เหลือทั้งหมด
“เพื่อเร่งคืนความสุขให้ชาวบ้านหนองพะวาและปิดฉากมหากาพย์ วิน โพรเสส ตามนโยบายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ได้โดยเร็วที่สุด” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย

