สรรพากร เผยกฎหมายภาษีส่วนเพิ่ม มีผลต่อ 1,200 กลุ่มบริษัทข้ามชาติในไทย
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายภาณุวัฒน์ เหลืองวิไล รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จาก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 โดย พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม เป็นกฎหมายที่ออกตามเสาหลักที่ 2 (Pilar 2) ของข้อตกลงภาษีระดับโลกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ที่การกำหนดให้บริษัทข้ามชาติ (Multinational Enterprises หรือ MNEs) ขนาดใหญ่ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป เสียภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ในอัตรา 15%
นายภาณุวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศได้ตรากฎหมายจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) จากกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่เสียภาษี ในอัตราต่ำกว่า 15% แล้ว ฉะนั้น การตรา พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม จะทำให้เกิดความชัดเจนและความแน่นอนแก่กลุ่มบริษัทข้ามชาติทั้งของไทยและของต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีในทุกประเทศที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ยังเป็นการรักษาสิทธิเก็บภาษีของประเทศไทยอันเป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายภาณุวัฒน์กล่าวด้วยว่า สำหรับรายละเอียด ของ พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม มีดังนี้ 1.กำหนดให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือบริษัทข้ามชาติของต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโรอย่างน้อย 2 ปี ใน 4 ปีบัญชีก่อนปีที่จะพิจารณาเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ต้องจ่ายอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate หรือ ETR) 15% หากคำนวณแล้วไม่ถึง ให้จ่ายเพิ่มจนครบอัตรา 15% โดยมีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
“ปัจจุบันกรมสรรพากรทำการสำรวจแล้ว มีผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม จำนวน 1,200 กลุ่มบริษัท แบ่งเป็น กลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติไทย จำนวน 100 กลุ่มบริษัท และกลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติต่างประเทศ 1,100 กลุ่มบริษัท ขณะที่ภาษีดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้ภาษีเพิ่มและสามารถรักษาสิทธิการจัดเก็บภาษีในฐานะประเทศแหล่งเงินได้ โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท” นายภาณุวัฒน์กล่าว

