เฉลียงไอเดีย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘กุลยา ตันติเตมิท’อธิบดีสรรพสามิต สานต่อนโยบาย ESG หนุนเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

19.01.25 | 12:27 น.

เฉลียงไอเดีย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘กุลยา ตันติเตมิท’อธิบดีสรรพสามิต สานต่อนโยบาย ESG หนุนเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

เ ปิดศักราชใหม่ 2568 เป็นอีกปีที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงการคลังหลังการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของหลายหน่วยงานในสังกัดในช่วงที่ผ่านมา

หนึ่งในนั้นคือ กรมสรรพสามิต ที่ “ดร.กุลยา ตันติเตมิท” ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีคนใหม่ของกรมสรรพสามิต รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการปลายปีที่ผ่านมา

โดยกรมสรรพสามิตถือเป็นกรมที่สามารถหารายได้ให้รัฐบาลได้มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากกรมสรรพากร

Advertisement

สัดส่วนการหารายได้ของรัฐบาลมาจากกรมสรรพากร 63% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนสรรพาสามิตอยู่ที่ 21% โดยปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-กันยายน 2568) ได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ 6.09 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า

อธิบดีกุลยาเปิดใจในฐานะอธิบดีกรมสรรพสามิตว่า ทิศทางนโยบายของกรมสรรพสามิต ยังคงมุ่งเน้นในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ Environmental, Social, and Governance (ESG) อย่างต่อเนื่อง

ต่อยอดการดำเนินงานเพื่อมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืน หรือ Sustainability เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

พร้อมปรับปรุงการทำงานให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาบุคลากรของกรมสรรพสามิตให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สานต่อภาษีคาร์บอนเท่าทันเทรนด์โลก

สำหรับด้านแรกสิ่งแวดล้อม E (Environment) จะเน้นนโยบายการขยายฐานภาษีเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รักษาสมดุลระหว่างรายได้และผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อาทิ การจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นการปรับโครงสร้างภายในของภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน มาเป็นการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับราคาคาร์บอน เพื่อสร้างความตระหนักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกลไกนี้ สรรพสามิตเน้นย้ำว่าจะไม่มีผลต่อภาระภาษีของประชาชนและผู้ประกอบการ เนื่องจากอัตราภาษียังคงเดิม

โดยภาษีคาร์บอนอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งอัตราภาษีคาร์บอนจะอยู่ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า แล้วคูณด้วย Emission Factor ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดมีการปล่อยคาร์บอนออกมาไม่เท่ากัน จะได้ภาระภาษีคาร์บอนที่อยู่ในน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้นๆ

ขณะที่ภาษีแบตเตอรี่ จะมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่จำเป็นต้องมีการใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาอัตราภาษีตามเกณฑ์ ค่าความหนาแน่นพลังงาน (Energy Density) หรือประจุไฟฟ้าต่อน้ำหนัก คือ แบตเตอรี่ที่ประจุไฟฟ้าสูง ยิ่งมีน้ำหนักเบา และรอบการอัดประจุไฟฟ้า (Life Cycle) ยิ่งแบตเตอรี่มีรอบการชาร์จมากก็จะมีอัตราภาษีต่ำ

รวมทั้งภาษีรถยนต์ เพื่อรองรับมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV), รถปลั๊กอินไฮบริด
(Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV), รถไฮบริดจ์ (Hybrid Electric Vehicle : HEV) และเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฮโดรเจน ตามนโยบายที่รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ศึกษาภาษีความเค็มดูแลสุขภาพคนไทย

ด้านสังคม หรือ S (Social) จะมุ่งในการดูแลสังคมในมิติต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีโซเดียม ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาประเภทสินค้าสำเร็จรูป และการกำหนดเกณฑ์ปริมาณโซเดียมที่จะจัดเก็บ โดยนำร่องขนมขบเคี้ยวซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต และมีปริมาณโซเดียมสูง และมุ่งเน้นการดูแลด้านสุขภาพประชาชนเป็นหลัก

อัตราภาษีจะเป็นแบบขั้นบันไดเช่นเดียวกับโมเดลของภาษีความหวานที่ทยอยปรับอัตราขึ้น เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการได้ปรับตัว วิธีการคิดภาษีความเค็มจะคิดตามปริมาณเกลือ หรือความเค็มในสินค้า ยิ่งมีมากก็เสียภาษีมาก มีน้อยก็จะเสียภาษีน้อย ถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนส่วนผสมในการปรุงรสสินค้า เพื่อลดการทานเค็มของคนไทยทางอ้อม ตั้งเป้าว่าทำให้ลดการบริโภคความเค็มได้อย่างน้อย 30%

การคิดภาษีจะวัดจากปริมาณโซเดียมในสินค้า หากสินค้าใดมีโซเดียม หรือความเค็มผสมมากก็จะเสียภาษีสูง แต่หากมีปริมาณน้อยก็จะเสียภาษีต่ำ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2568 โดยเริ่มจากสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นก่อน

“ส่วนสินค้าเครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำปลาร้า ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจะยังไม่มีการเก็บ สรรพสามิตเราเน้นย้ำว่าจะศึกษาให้ละเอียดและรอบคอบ ไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการ และมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัว” อธิบดีกุลยาระบุ

จากการเก็บภาษีความหวาน 7-8 ปีที่ผ่านมาพบว่าประชาชนบริโภคหวานลดลง ถือว่ากลไกภาษีได้เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของประชาชน เพราะปัจจุบันคนไทยกินโซเดียมสูงกว่าอัตราที่ควรจะเป็นถึง 2 เท่า ดังนั้น กรมจึงต้องเข้ามาดูว่าจะใช้กลไกภาษีอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมสุราชุมชน โดยการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบ โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมสุราชุมชนเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีมาตรฐานและแข่งขันได้

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้มีมาตรการปรับลดภาษีไนต์คลับ จาก 10% เหลือเพียง 5% ซึ่งเป็นการลดภาระผู้ประกอบการสถานบันเทิง และสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

สร้างสมดุลรายได้กับเศรษฐกิจ

อธิบดีกุลยาระบุอีกว่า สุดท้ายในด้านธรรมาภิบาล G (Governance) จะมุ่งเน้นการปรับกระบวนการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต

ปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณอยู่ที่ 6.09 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 16% จากก่อนหน้า ยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายอย่างยิ่งซึ่งเป้าหมายรายได้ที่สูงนี้เนื่องจากกระบวนการงบประมาณมีการจัดตั้งงบก่อนที่จะมีการดำเนินนโยบาย

ฉะนั้น กรมจะต้องดูสร้างความสมดุลระหว่างจำนวนที่กรมจะจัดเก็บได้ และการเสียเม็ดเงินเพื่อสนับสนุนบางอุตสาหกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตในอนาคต

โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมในช่วงต้นปีงบประมาณ 2568 ยังเป็นไปตามเป้าหมาย เป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ ในไตรมาสแรกของปีงบ 2568 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) อยู่ที่ 1.18 แสนล้านบาท กรมคาดการณ์ว่าจะเก็บรายได้เดือนธันวาคม 2567 ได้ 1.2 แสนล้านบาท

“เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในแต่ละไตรมาสจะไม่เหมือนกัน ไตรมาสแรกจะน้อยกว่าไตรมาส 2-4 ส่วนนี้จึงจัดเก็บได้อยู่ แต่ที่ท้าทายเพราะเรามองทั้งปี เมื่อเทียบ 6.09 แสนล้านบาท จากปีที่แล้วที่จัดเก็บได้เพียง 5.23 แสนล้านบาท” อธิบดีกุลยาระบุ

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตที่มีแนวโน้มจัดเก็บรายได้ลดลงจากบางประเภทสินค้าซึ่งเป็นรายได้สำคัญ คือ ภาษีรถยนต์ เนื่องมาจากแนวโน้มที่คนส่วนใหญ่หันไปใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นตามมาตรการสนับสนุน อีกทั้งตลาดรถยนต์ยังมีความกังวลที่อาจไม่ขยายตัวอย่างโดดเด่นนัก จึงกระทบต่อการจัดเก็บภาษี ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2568 สรรพสามิตจะมีการหารือภายในร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อพิจารณาเป้าหมายใหม่

แนวโน้มจัดเก็บรายได้ไตรมาสแรก ปีงบ 2568 อันดับแรกยังมาจากภาษีน้ำมัน ประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่จัดเก็บได้ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาษีรถยนต์ ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ลดลงมาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่จัดเก็บได้ 2.3 หมื่นล้านบาท

“เราจะพยายามสร้างความสมดุลจากนโยบายของรัฐเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี เพื่อให้แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมจะเสียเม็ดเงินส่วนนี้จากการลดภาษีสรรพสามิต แต่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้มหาศาล เป็นเม็ดเงินเข้าประเทศ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นต้น” อธิบดีกุลยาระบุ

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพนั้น อธิบดีสรรพสามิตระบุว่า สิ่งแรกคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กลไกอัตราตามมูลค่า คือ “ราคาขายปลีกแนะนำ” ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อปรับปรุงราคาขายปลีกแนะนำสำหรับสินค้าที่มีภาระต้องเสียภาษีสรรพสามิต เพื่อให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น

โดยกรมจะดำเนินการสำรวจราคาขายปลีกแนะนำ โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ได้ “ราคาฐานนิยม” หมายความว่า ราคาขายปลีกที่พบมากที่สุดในตลาดปกติจากสินค้านั้นซึ่งเป็นประเภท ชนิด คุณภาพ และปริมาณเดียวกัน โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อพิจารณาว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายของสินค้าชนิดนั้นๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และทำการกำหนดราคาของกลางเพื่อใช้กระบวนการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จะเริ่มจากกลุ่มรถยนต์ และจักรยานยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่ผลิตในประเทศและที่นำเข้ามาเป็นส่วนแรก

“การพิจารณาปรับปรุงราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตนั้น กรมคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจด้วย หากเศรษฐกิจยังชะลอตัวอยู่ อาจยังไม่ดำเนินการปรับปรุง เนื่องจากหากราคาขายปลีกสูงขึ้นภาระภาษีจะสูงขึ้นตาม จะส่งผล
กระทบต่อประชาชนด้วย” อธิบดีกุลยาระบุ

ขยายโค้ดสแกนตรวจสินค้าถูกกม.

ขณะเดียวกัน สรรพสามิตยังคงมุ่งเน้นเรื่องการปราบปรามและการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนการบูรณาการ ความร่วมมือและสื่อสารกับภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับร่วมกัน

อาทิ ล่าสุดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้บูรณาการร่วมกับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าจับกุมการลักลอบจำหน่ายรถจักรยานยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ที่โกดังแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก จำนวน 850 คัน ที่ยังไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิต คิดเป็นภาษีสรรพสามิตเป็นเงิน 718,680 บาท พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของให้การว่าได้นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจากประเทศจีน และยังไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต และทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 3,593,400 บาท

รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่สามารถสแกน QR CODE เพื่อตรวจสอบการชำระภาษีผ่านการใช้ E-stamp สำหรับสินค้าสุรา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการใช้ E-stamp กับสินค้าบุหรี่ซิกาแร็ตที่ประชาชนสามารถตรวจสอบการชำระภาษีสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแร็ตได้ โดยมีการจัดเก็บข้อมูล อาทิ ตราสินค้า รายละเอียดสินค้า ชื่อผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า วันที่ชําระภาษี สถานที่จัดส่ง และราคาสินค้า เป็นต้น

โดยผู้ซื้อสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ว่าตรงกับสินค้าหรือไม่ และหากพบว่าข้อมูลของสินค้ากับข้อมูลที่ปรากฏไม่ตรงกัน ผู้ซื้อสามารถโทรแจ้งมายังสายด่วนสรรพสามิต โทร 1713 ได้ เพื่อกรมสรรพสามิตจะเข้าไปตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้จะพัฒนาคนให้มีความรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและกฎหมาย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบ Digital เช่น พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะทางด้านดิจิทัลแบบ Multi-Skilled Digital และพัฒนาเป็นระบบ e-Knowledge Sharing การถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบโรงเรียนสรรพสามิต Excise School ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาเรื่องที่สนใจและพัฒนาทักษะของตนเองให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงานโดยการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ Digitalization 4 ด้าน ได้แก่ D-Service D-Office D-culture และ D-standard

ตัวอย่างเช่น การขึ้นทะเบียน การยื่นแบบชำระภาษี การชำระเงิน และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ตลอดจนการใช้ Big Data และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อคาดการณ์รายได้และกำหนดนโยบายภาษี รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบาย

“กรมสรรพสามิตเตรียมพร้อมในทุกมิติในการบูรณาการด้านนโยบาย กฎหมาย พัฒนาบุคลากร และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สอดคล้องและเป็นไปทิศทางเดียวกัน เพื่อดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนและความสมดุลระหว่างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย” อธิบดีกุลยาทิ้งท้าย

แม้ภารกิจของกรมสรรพสามิตจะท้าทาย แต่คงไม่เกินความสามารถของอธิบดีคนใหม่ “ดร.กุลยา ตันติเตมิท” แน่นอน

ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต