ปลดล็อกทุเรียนไทย! รมช.อิทธิ ประเดิมปล่อยทุเรียนคุณภาพล็อตแรกไปจีน ที่ด่านพรมแดนนครพนม ย้ำยึดหลักมาตรการ ‘4 ไม่’ พบฝ่าฝืนสั่งปิด-ดำเนินคดีทันที
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ด่านตรวจพืชนครพนม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการส่งออกทุเรียนปลอดสาร Basic Yellow 2 และแคดเมียม ที่ด่านพรมแดนนครพนม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม พร้อมหารือแนวทางการส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเร่งด่วนให้ขับเคลื่อน “นโยบายผลไม้ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับการบริโภคในประเทศและส่งออก” จึงได้มอบหมายให้ตนติดตามแก้ไขปัญหาสาร Basic Yellow 2 ปนเปื้อนในทุเรียนผลสดส่งออกไปจีน
นายอิทธิเผยว่า วันนี้ถือเป็นข่าวดีที่สามารถปลดล็อกทุเรียนไทยส่งออกไปจีนได้แล้ว โดยได้รับรายงานจากกรมวิชาการเกษตรว่า วันที่ 20-21 ม.ค.2568 จะมีการส่งออกทุเรียนทางบก 6 ชิปเมนต์ ปริมาณ 96 ตัน มูลค่าประมาณ 7.8 ล้านบาท คือทางด่านตรวจพืชนครพนม จำนวน 3 ชิปเมนต์ และทางด่านตรวจพืชเชียงของ จำนวน 3 ชิปเมนต์ โดยในทุกชิปเมนต์ได้รับการรับรองรายงานผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้ว

รมช.อิทธิเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจในทุเรียนไทยให้กับประเทศคู่ค้า และเร่งรัดกระบวนการแก้ปัญหาเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ขอย้ำว่าสินค้าทุกชนิดต้อง set zero ปลอดสารปนเปื้อน หากฝ่าฝืนมาตรการจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการทำลายชื่อเสียงประเทศไทย
“ผมขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯไม่นิ่งนอนใจภายหลังจากจีนมีมาตรการเข้มงวดตรวจสาร Basic Yellow 2 ในทุเรียนทุกล็อต เรามีการประชุมติดตามเร่งรัดเพื่อให้สามารถส่งออกทุเรียนได้โดยเร็วที่สุด โดยวางแผนไว้จะสามารถส่งออกได้ภายในวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ ขอชื่นชมอธิบดีกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานได้ไว เพื่อมุ่งมั่นให้ทุเรียนไทยเป็นทุเรียนอันดับ 1 ของโลก” รมช.อิทธิกล่าว
ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีมาตรการเข้มงวดในการนำเข้าทุเรียนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 โดยต้องตรวจสอบสาร Basic yellow 2 ในทุเรียนและแนบรายงานผลการทดสอบในทุเรียนทุกล็อตการผลิตที่ส่งออกจากไทย ล่าสุด ได้รับรายงานจากกรมวิชาการเกษตรว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้อนุญาตให้ใช้ห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในการทดสอบสาร Basic yellow 2 จำนวน 6 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์ รวมกันได้ 700 ตัวอย่าง/วัน โดยการตรวจวิเคราะห์จะใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ดังนี้
1.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่ 2.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขากรุงเทพฯ 3.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา 4.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสมุทรสาคร 5.บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาสงขลา และ 6.บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) AMARC

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีห้องปฏิบัติการเพิ่มอีก 4 แห่ง ทำให้สามารถรองรับตัวอย่างการตรวจวิเคราะห์รวมได้ 1,300 ตัวอย่าง/วัน ซึ่งมีศักยภาพรองรับการส่งออกทุเรียนภาคตะวันออกและภาคใต้ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ได้เป็นอย่างดี
ด้านนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการสุ่มเก็บตัวอย่างทุเรียน เพื่อทดสอบ Basic yellow 2 แล้วตั้งแต่ค่ำวันที่ 17 ม.ค. จนได้ผล Test Report ที่ใช้ประกอบการส่งออกทุเรียนไปจีนตามเงื่อนไขที่จีนกำหนด โดยเริ่มเก็บตัวอย่างภายหลังจากการแจ้งการอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถทั้ง 6 แห่ง ที่ได้รับการอนุญาตจาก GACC เข้าเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 20-21 ม.ค.2568 รวม 11 ล้ง 13 ชิปเมนต์ ปริมาณ 155.5 ตัน มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท จากตัวอย่างในพื้นที่ จ.จันทบุรี 5 ล้ง 7 ชิปเมนต์ ปริมาณ 58.5 ตัน มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท และตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดชุมพร 6 ล้ง 6 ชิปเมนท์ ปริมาณ 97 ตัน มูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท
“การส่งออกทุเรียนผ่านด่านตรวจพืชนครพนมในวันนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรให้ตรวจสอบใบรายงานผลการทดสอบ Basic yellow 2 ในเนื้อและเปลือก ต้องตรวจไม่พบ หรือ Not Detected และ Cadmium ในเนื้อ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05mg/kg) จึงจะออกใบรับรองสุขอนามัยพืช PC เพื่อแสดงที่ด่านนำเข้าของประเทศจีน
ผมย้ำเตือนขอให้ผู้ประกอบการส่งออกมาตรการเข้มงวด 4 ไม่ ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ และ 4.ไม่สี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม มีเป้าหมาย Set Zero การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อรักษาตลาดทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทและอีกหลายแสนล้านให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

