หน้าแรก เศรษฐกิจ ปธ.หอค้าไทย ช...

ปธ.หอค้าไทย ชงรัฐ ดึงเอกชน ร่วมทีมเจรจารับมือ ผลกระทบทรัมป์ 2.0

21.01.25 | 11:50 น.

ปธ.หอค้าไทย ชงรัฐ ดึงเอกชน ร่วมทีมเจรจา รับมือผลกระทบทรัมป์ 2.0

เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และ หอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายทรัมป์ 2.0 ว่า ทั้งรัฐบาลและธุรกิจเอกชนไทย ทราบดีถึงนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ที่นำนโยบาย “America First” เน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯและช่วงการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่สอง ยังมีการประกาศนโยบายและมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งช่วงที่ผ่าน มีการประเมินความเสี่ยงและได้หารือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนกันแล้วในเบื้องต้น

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ มากกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท เทียบในอาเซียน ไทยเป็นรองเวียดนาม ที่เกินดุลมากที่สุด

“สิ่งนี้ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มุ่งลดการขาดดุลกับประเทศคู่ค้า แต่จริงๆ แล้วที่เราเกินดุลส่วนหนึ่งมาจาก บริษัทสหรัฐที่มาตั้งอยู่ในประเทศไทยด้วย เอกชนเราย้ำมาตลอด ”

นายสนั่น กล่าวว่า หอการค้าไทย จึงเสนอให้ภาคเอกชน เป็นตัวแทนในทีมเจรจาที่รัฐบาลจัดตั้งเพื่อรับมือผลกระทบต่างๆ เพราะเอกชนเป็นผู้ที่อยู่ในสนามการค้าโดยตรง มีข้อมูลเชิงลึก สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้รัฐบาลใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือ พร้อมเจรจาต่อรองในสินค้าอื่นด้วย

Advertisement

“เอกชนไทยเอง ก็มีการลงทุนในสหรัฐด้วย หากนำเอกชนมาช่วยให้ข้อมูลในทีมเจรจาจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐแน่นอน และแก้ปัญหาได้ตรงจุด” นายสนั่น กล่าว

นายสนั่นกล่าวว่า ทั้งนี้ จากการพิจารณามาตรการของสหรัฐฯ ทีมเจรจาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐ และส่วนหนึ่งก็มีผลต่อตัวเลขการส่งออกทางอ้อมของไทย อีกทั้ง ทีมเจรจาควรจะมีการพิจารณาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

“ภาคเอกชนที่ควรมีตัวแทนในทีมเจรจา ควรอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินค้าส่งออกหลัก เช่น อาหารและเกษตรกรรม อัญมณี ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีนำเข้า หรือกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น (non-tariff barriers) จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคนี้เป็นหลัก”