หอการค้า เสนอตัวร่วมทีมเจรจารัฐบาล รับมือ ‘ทรัมป์’ แก้ได้ตรงจุด พร้อมแนะหาตลาดใหม่
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายทรัมป์ 2.0 ว่า ทั้งรัฐบาลและธุรกิจเอกชนไทยทราบดีถึงนโยบายการค้านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ที่นำนโยบาย America First เน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐ และช่วงการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ยังประกาศนโยบายและมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งช่วงที่ผ่านได้ประเมินความเสี่ยงและหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนแล้วเบื้องต้น โดยย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐมากกว่าปีละ 1 ล้านล้านบาท เทียบในอาเซียน ไทยเป็นรองเวียดนามที่เกินดุลมากที่สุด
ไทยตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐ โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มุ่งลดการขาดดุลกับประเทศคู่ค้า แต่จริงๆ แล้วที่เราเกินดุล ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทสหรัฐที่มาตั้ง อยู่ในไทยด้วย
นายสนั่นกล่าวอีกว่า หอการค้าไทยจึงเสนอให้ภาคเอกชนเป็นตัวแทนในทีมเจรจาที่รัฐบาลจัดตั้งเพื่อรับมือผลกระทบต่างๆ เพราะเอกชนเป็นผู้ที่อยู่ในสนามการค้าโดยตรง มีข้อมูลเชิงลึก สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงให้รัฐบาลใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือ พร้อมเจรจาต่อรองในสินค้าอื่นด้วย
“เอกชนไทยเองมีการลงทุนในสหรัฐด้วย หากนำเอกชนมาช่วยให้ข้อมูลในทีมเจรจา จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐแน่นอน และแก้ปัญหาได้ตรงจุด” นายสนั่นกล่าว และว่า จากการพิจารณามาตรการของสหรัฐ ทีมเจรจาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐ และส่วนหนึ่งมีผลต่อตัวเลขการส่งออกทางอ้อมของไทย อีกทั้งทีมเจรจาควรจะพิจารณาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างสมดุลทางการค้า และลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาคเอกชนที่อยู่ในทีมเจรจา ควรอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินค้าส่งออกหลัก เช่น อาหารและเกษตรกรรม อัญมณี ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง หากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีนำเข้า หรือกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคนี้เป็นหลัก
นายสนั่นกล่าวอีกว่า ยังเร็วเกินไปว่านโยบายทรัมป์ 2.0 จะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่ประมาทไม่ได้ จากนี้ไทยต้องทำงานเชิงรุก ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นจะต้องจับมือกัน เพื่อติดตามสินค้าที่อาจจะถูกจัดเก็บภาษี และควรหารือหากจะเกิดการเจรจาแลกเปลี่ยน ควรจะมีความพร้อม และพิจารณาสินค้าที่เหมาะสมนำไปหารือนั้น ควรเป็นสินค้าอะไรบ้าง ส่วนสินค้าที่มีเป็นกระแสทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ที่จะนำไปหารือแลกเปลี่ยนกับสหรัฐยังมองว่าไม่ชัดเจน และเห็นว่าไม่ควรจะแบไต๋ระบุถึงสินค้าที่จะนำไปหารือชัดเจน การหารือแลกเปลี่ยน และเจรจานั้นต้องตั้งอยู่ภายใต้ทุกคน ทุกฝ่ายจะต้องวิน-วินด้วยกันทั้งหมด
“นโยบายทรัมป์ 2.0 ที่จะขึ้นภาษีกับเอกชนและบริษัทต่างชาตินั้น มีบริษัทรายใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานที่ไปลงทุนในสหรัฐพอสมควร โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาด สิ่งที่จะต้องติดตามหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบ อาจเป็นในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป เพราะยังไม่ชัดเจน หรือมาตรการที่จะนำออกมาใช้ แต่สิ่งที่จะเห็นในทันที คือแนวโน้มราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จะปรับตัวสูงขึ้น ประเด็นนี้ผู้ประกอบการและเอกชนไทยจำเป็นจะต้องเตรียมรับมือ และปรับตัวกับราคาพลังงานที่อาจจะสูงขึ้น”นายสนั่นกล่าว
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า ผลกระทบต่อไทยคือเรื่องการเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรหรือศัตรู ประมาณ 10-20% และเล่นงานประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเก็บภาษีสินค้าจีน 60% ขึ้นไป โดยมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับไทยในส่วนของการขยายตัวการค้า และการส่งออกของไทยที่เติบโตน้อยลง รวมถึงการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่เน้นเร่งเศรษฐกิจในประเทศผ่านการท่องเที่ยวมากขึ้น เดิมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ คาดการณ์การค้าโลกจะโต 3.2% ในปี 2568 แต่เวลานี้คาดจะปรับตัวลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะติดลบ เพราะนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เล่นงานทั้งหมดพร้อมกัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อสหรัฐเช่นกัน แต่ประกาศเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองมากกว่า โดยเศรษฐกิจไทยหากทำดีๆ อาจรักษาการเติบโตของจีดีพีที่ 3% ได้ แต่มองในแง่ลบอาจขยายตัว 2.5-2.6% เท่านั้น
นายสมชายกล่าวอีกว่า กรณีไทยเตรียมไว้ ถือว่ามาถูกทางแล้ว เป็นการเตรียมพร้อมเจรจาต่อรอง ว่าไทยให้อะไรสหรัฐกลับไปได้ หากสหรัฐหันมาเล่นงานไทยในช่วงถัดไป ส่วนนี้มองว่าขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง หากการขึ้นภาษีน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ จาก 10-20% ไทยอาจอยู่ประมาณ 5-10% ซึ่งไทยจะได้เปรียบในด้านสินค้าที่ถูกกว่าท้องตลาด อีกทั้งโลกปัจจุบันมีขนาดใหญ่มาก หากไทยขยายตลาดไปที่อื่นมากขึ้นได้ ผลกระทบจะลดน้อยลง

